ReadyPlanet.com
dot dot
dot
นานาสาระ
dot
bulletเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย
bulletภาษาญี่ปุ่นที่ใช้ในการฝึก
bulletเทคนิคคุมิเต้
bulletวิธีการผับชุด
dot
การฝึกซ้อมที่คิดส์ยิม
dot
bulletตารางการฝึกซ้อม
bulletวิธีการสมัคร
dot
My Karate
dot
bulletKata
bulletKihon
bulletMovement
bulletWarming Up
bulletStrengthing
dot
กฎ กติกา
dot
bulletประเภทต่อสู้ (Kumite)
bulletประเภทท่ารำ(Kata)
dot
กิจกรรมที่ผ่านมา
dot
bulletเข้าค่ายนครปฐม ปี 2549
bulletเข้าค่ายกาญจนบุรี ปี 2550
dot
Link เครือข่าย
dot
bulletการกีฬาแห่งประเทศไทย
bulletสมาคมคาราเต้ โด
bulletMylife-Mykarate
bulletShotokan
bulletNinjutsu-thailand
bulletThaikarate-School
bulletThai Gojukai
bulletKarate hadyai
bulletthaikaratedo
bulletBangkokfight club
bulletGlobal Martialarts Center (GMAC)
dot
Karate Club in University
dot
bulletมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
bulletมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
bulletพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
bulletมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
bulletม.นเรศวร
dot
Link ต่างประเทศ
dot
bulletWKF
bulletAKF
bulletJKF
bulletIKGA
bulletJKA
dot
แบบฟอร์สมาคมกีฬาจังหวัด
dot
bulletใบสมัครขึ้นทะเบียนนักกีฬาสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด
bulletแบบคำขอย้ายสังกัดสมาคมกีฬาจังหวัด
bulletระเบียบการกีฬาแห่งประเทศไทย
dot
Newsletter

dot
bulletFAQ (Frequently Asked Questions)




ประเภทต่อสู้ (Kumite)

 

กติกา KUMITE
พื้นที่สนามแข่ง
     1.
สนามแข่งจะต้องเป็นพื้นที่เรียบเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ
     2.
สนามแข่งจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัสมีขนาดความกว้างและยาว8×8เมตรเมื่อวัดจากด้านนอกของเส้นสนามและมีพื้นที่ป้องกันอันตรายอีกด้านละ 2เมตร สนามแข่งอาจจะยกให้สูงจากพื้นราบได้ไม่เกิน 1 เมตร รวมแล้วสนามแข่งจะมีขนาดเท่ากับ 12×12เมตร เพื่อความปลอดภัยของผู้แข่งขัน
     3.
ตีเส้นตำแหน่งของกรรมการผู้ชี้ขาด(REFEREE)ยาว 0.5 เมตร ห่างจากจุดศูนย์กลางของสนามแข่ง 2เมตร
     4.
ตีเส้นขนานสองเส้นยาว 1 เมตร สำหรับตำแหน่งของผู้แข่งขันโดยเส้นทั้งสองอยู่ทางซ้ายและขวาจากจุดศูนย์กลางของพื้นที่แข่งขันเป็นระยะ 1.5 เมตร และทำมุมฉากกับเส้นตำแหน่งของกรรมการผู้ชี้ขาด
     5.
กรรมการผู้ช่วย(JUDGES)ทุกคน จะนั่งในพื้นที่ที่ปลอดภัย กรรมการผู้ช่วยคนหนึ่งจะหันเข้าหากรรมการผู้ชี้ขาดและกรรมการผู้ช่วยอีกสองคน จะนั่งด้านหลังผู้แข่งขันแต่ละฝ่ายประมาณ 1เมตร หันไปทางกรรมการผู้ชี้ขาดโดยแต่ละคนจะมีธงสีแดงและน้ำเงิน
     6.
กรรมการเทคนิค(ARBITRATOR)จะนั่งอยู่ด้านหลังนอกพื้นที่ปลอดภัยเยื้องไปทางซ้ายของกรรมการผู้ชี้ขาด(REFEREE)โดยมีอุปกรณ์คือ ธงแดงหรือสัญลักษณ์และนกหวีด
     7.
หัวหน้าผู้ควบคุมเวลา(SCORESUPERVISOR)จะนั่งที่โต๊ะควบคุมคะแนนอยู่ระหว่างผู้บันทึกคะแนน(SCOREKEEPER)และผู้รักษาเวลา(TIMEKEEPER)      8.พื้นที่ป้องกันอันตราย 1เมตร ที่อยู่ด้านนอกจะต้องมีสีแตกต่างจากสนามแข่ง
คำอธิบายเพิ่มเติม
      -
ห้ามติดตั้งป้ายโฆษณา, เสา, หรือแผ่นระดาษภายในระยะ 1 เมตร ของสนามแข่ง
      -
เบาะที่ใช้ปูเป็นสนามแข่งขันจะต้องได้มาตรฐาน คือ ไม่ลื่น ด้านบนของเบาะต้องมีผิวฝืดเล็กน้อย เบาะต้องไม่หนาเกินไป ซึ่งจะไม่หนาเหมือนเบาะที่ใช้ในการแข่งขันยูโด และด้านล่างของเบาะต้องเกาะติดกับ พื้นเวที ต้องอยู่กับที่ไม่เคลื่อนไหวไปมาจนเกิดช่วงโหว่ ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อผู้แข่งขันได้ และต้องเป็นแบบเดียวกับเบาะของ WKF

 

การแต่งกาย
     1.
ผู้แข่งขัน (CONTESTENTS) และ โค้ช (COACH) จะต้องแต่งกายให้ถูกต้องตามระเบียบที่ระบุไว้ในกติกานี้
     2.
คณะกรรมการควบคุมการตัดสิน (REFEREE COUNCIL) สามารถไล่เจ้าหน้าที่หรือผู้แข่งขันที่ไม่ปฏิบัติตามกฎที่ระบุไว้ได้
คณะกรรมการผู้ตัดสิน (Referees)
     1.
กรรมการผู้ชี้ขาดและกรรมการผู้ช่วย ต้องใส่เครื่องแบบที่ผ่านการรับรองโดยคณะกรรมการควบคุมากรตัดสินทุกครั้งของการแข่งขัน
     2.
เครื่องแบบที่ผ่านการรับรองมีลักษณะดังนี้
          -
ใส่เสื้อนอกสีน้ำเงินเข้มและมีกระดุมสีเงิน 2 เม็ด
          -
ข้างในใส่เสื้อเชิ้ตสีขาวจะเป็นแขนสั้น
          -
ผูกเน็คไทที่รับรองและไม่ใช้หมุดปักเน็คไท
          -
นุ่งกางเกงขายาวสีเทาอ่อน ไม่พับขา
          -
ถุงเท้าสีน้ำเงินเข้มหรือสีดำไม่มีลาย และสวมรองเท้าสีดำแบบสวมที่ใช้ใส่สำหรับใส่บนสนามแข่ง
          -
กรรมการผู้ชี้ขาดหญิง หรือกรรมการผู้ช่วยหญิง อาจใส่ที่มัดผมได้
ผู้แข่งขัน
     1.
ผู้แข่งขันจะต้องใส่เสื้อคาราเต้ (KARATE GI) สีขาวไม่มีแถบหรือลวดลาย อนุญาตให้ติดสัญลักษณ์หรือธงชาติประจำชาติขนาดไม่เกิน 10 × 10 เซนติเมตร บนหน้าอกข้างซ้าย ตราสินค้าของบริษัทผู้ผลิตชุดต้องติดอยู่ในตำแหน่งที่กำหนด เช่น มุมขวาล่างของเสื้อคาราเต้หรือบริเวณช่วงเอวของกางเกง ส่วนหมายเลขประจำตัวของผู้แข่งขันที่กำหนดโดยคณะผู้จัดการแข่ง (DIRECTING COMMITTEE) จะต้องติดบนหลังเสื้อผู้แข่งขันทั้งสอง โดยต้องคาดสายคาดคนละสี ฝ่ายหนึ่งคาดสายคาดเอวสีแดง อีฝ่ายหนึ่งคาดสายคาดเอวสีน้ำเงิน โดยสายคาดเอวต้องมีความกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร และเมื่อผูกปมแล้วจะต้องเหลือชายลงมาอีกประมาณ 15 เซนติเมตร
     2.
จากกฎข้อ 1 ป้ายโลโก้ของบริษัทผู้ผลิตผู้ผลิตชุดหรือสปอนเซอร์ที่ติดบนเสื้อผู้แข่งขันนั้นจะต้องได้รับการอนุมัติจากคณะผู้จัดการแข่งขันเสมอ
     3.
หลังจากที่ผู้แข่งขันสวมเสื้อนอกและคาดสายคาดเอวแล้ว ชายเสื้อจะต้องยาวปิดสะโพกพอดี และไม่ยาวเกินกว่า 3 ใน 4 ของต้นขาของผู้แข่งขัน ส่วนผู้แข่งขันหญิงก็สามรถใส่เสื้อยืดสีขาวข้างในได้
     4.
แขนเสื้อต้องยาวไม่เกินข้อมือ และไม่สั้นกว่ากลางแขน (ระหว่างข้อมือและข้อศอก) และห้ามพับแขนเสื้อ
     5.
กางเกงต้องมีความยาวพอที่จะคลุม 2 ใน 3 ของหน้าแข้งผู้แข่งขัน (ระหว่างหัวเข่าและข้อเท้า) และห้ามพับขากางเกง
     6.
ผู้แข่งขันและต้องรักษาความสะอาดของเส้นผมและตัดให้อยู่ในระดับที่ไม่เกะกะในการแข่งขัน และห้ามคาดผ้าคาด ศีรษะ(HACHIMAKI), ที่คาดผม ,หรือกิ๊บโลหะ แต่ในการแข่งขันแบบ KATA การติดกิ๊บให้เรียบร้อยสามารถอนุโลมได้ กรรมการผู้ชี้ขาด มีสิทธิที่จะไล่ผู้แข่งขันที่มีผมยาวเกินไป สกปรก และไม่เรียบร้อยออกจากการแข่งขันได้
     7.
ผู้แข่งขันต้องตัดเล็บให้สั้น ห้ามใส่เครื่องประดับโลหะ หรือเครื่องประดับอื่น ๆ ที่อาจทำฝ่ายตรงข้ามบาดเจ็บได้ การสวมที่รัดฟันโลหะจะต้องได้รับการอนุญาตจากกรรมการผู้ชี้ขาด และแพทย์ประจำสนามก่อนและผู้แข่งขันจะต้องรับผิดชอบเพียงผู้เดียวกรณีมีการบาดเจ็บเกิดขึ้น
     8.
ผู้แข่งขันต้องใส่นวมที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์คาราเต้-โด โลก (WKF) โดยฝ่ายหนึ่งใส่สีแดง และอีกฝ่ายหนึ่งใส่สีน้ำเงิน
     9.
บังคับให้ใส่ฟันยาง
     10.
อนุญาตให้สวมสนับเข่าแบบนุ่ม แต่ไม่อนุญาตให้ใส่สนับแข้ง/เครื่องป้องกันหลังเท้าแบบแข็ง
     11.
ห้ามสวมแว่นตาขณะแข่ง สามารถใส่คอนแทคเลนส์แบบอ่อนได้ แต่ถ้ามีการบาดเจ็บต้องอยู่ในความรับผิดชอบ ของผู้ใส่เอง
     12.
ผู้แข่งขันต้องแต่งกาย หรือใช้อุปกรณ์ป้องกันที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการควบคุมการตัดสินเท่านั้น ส่วนผู้แข่ง หญิง สามารถใส่อุปกรณ์ป้องกันอื่น ที่ผ่านการอนุมัติได้
     13.
อุปกรณ์ป้องกันทุกชนิดจะต้องได้มาตรฐานตามที่ WKF กำหนดไว้
     14.
การใช้ผ้าพันแผล, แผ่นปิดแผล, เนื่องจากการบาดเจ็บ จะต้องผ่านการอนุญาตจากกรรมการผู้ชี้ขาด ด้วยคำแนะนำของแพทย์ประจำสนาม
โค้ช (Coach)
     1.
โค้ชจะต้องใส่ชุดวอร์มและแสดงบัตรประจำตัวที่ออกให้สำหรับการแข่งขันตลอดเวลา
คำอธิบายเพิ่มเติม
     -
ผู้แข่งขันจะต้องคาดสายคาดเอว (OBI) เพียงเส้นเดียวเท่านั้น คือสีแดงสำหรับ AKA หรือ สีน้ำเงินสำหรับ SHIRO (ห้ามคาดสายคาดเอวแสดงวิทยฐานะ)
     -
ฟันยางจะต้องพอดี ไม่อนุญาตให้ใส่กระจับพลาสติกบริเวณขาหนีบ ผู้แข่งขันที่ละเมิดกฎและถูกตรวจพบ จะต้องถูกลงโทษ
     -
การสวมใส่สิ่งอื่น ๆ อันเนื่องจากการนับถือหรือความเชื่อทางศาสนา เช่น ผ้าพันศีรษะขาวอิสลาม ผู้แข่งขันจะต้องแจ้งต่อคณะกรรมการการควบคุมการตัดสินล่วงหน้าก่อนวันเริ่มการแข่งขัน เพื่อพิจารณาการอนุมัติเสมอผู้แข่งขันจะไม่ได้รับอนุมัติให้สวมใส่สิ่งดังกล่าวหากทำการแจ้งแบบกะทันหัน
     -
ถ้าผู้แข่งขันแต่งตัวไม่ถูกตามกฎ จะต้องทำการแต่งกายใหม่ให้เรียบร้อยโดยเร็ว ภายในเวลา 1 นาที มิเช่นนั้น จะถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน
     -
กรรมการผู้ชี้ขาดสามารถถอดเสื้อนอกออกได้ถ้าได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการควบคุมการตัดสิน

 

การจัดการแข่งขันคาราเต้
     1.
การแข่งขันคาราเต้อาจประกอบด้วยการแข่งขัน 2 ประเภทคือ การแข่งขันแบบ KUMITE และ/หรือ การแข่งขันแบบ KATA สำหรับการแข่งขันแบบ KUMITE สามารถแบ่งเป็นประเภททีมหรือประเภทบุคคล ซึ่งประเภทบุคคลอาจจำแนกตามพิกัดน้ำหนัก หรือเป็นการแข่งขันแบบไม่จำกัดน้ำหนักก็ได้ และในแต่ละพิกัดน้ำหนักก็จะแบ่งออกคู่
     2.
ผู้แข่งขันไม่สามารถเปลี่ยนตัวหรือแทนที่กันในการแข่งขันประเภทบุคคลได้
     3.
ผู้แข่งขันหรือทีมที่ไม่แสดงตนเมื่อถูกประกาศชื่อให้ถือว่า ผู้แข่งขันหรือทีมนั้นสละสิทธิ (KIKEN) จากการแข่งขัน
     4.
การแข่งขันประเภททีม ทีมชายประกอบด้วยสมาชิก 7 คน ลงแข่งเพียง 5 คนในแต่ละรอบ ทีมหญิงประกอบด้วยสมาชิก 4 คน ลงแข่งเพียง 3 คนในแต่ละรอบ
     5.
ผู้แข่งขันทุกคนคือสมาชิกทั้งหมดของทีมโดยไม่มีการกำหนดตัวสำรอง
     6.
ก่อนการแข่งขันประเภททีม ตัวแทนของแต่ละทีมจะต้องส่งรายชื่อสมาชิกในทีม พร้อมทั้งลำดับการต่อสู้ของ แต่ละคน ซึ่งในแต่ละรอบการแข่งขันนั้น ผู้แข่งขันสามารถเปลี่ยนลำดับการต่อสู้ได้ แต่หลังจากที่ได้รายงานและเสนอชื่อของการแข่งขันรอบนั้นต่อเจ้าหน้าที่แล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนลำดับการต่อสู้อีก
     7.
ทีมใดที่เปลี่ยนลำดับหรือชื่อผู้เข้าแข่งโดยพลการ ไม่มีการเขียนยื่นคำร้องก่อนการแข่งขันรอบนั้น ทีมนั้นจะถูกตัดสิทธิ์ออกจากการแข่งขัน
คำอธิบาย
     - “
หนึ่งรอบของการแข่ง” คือขั้นของการแยกการแข่งประเภทหนึ่ง เพื่อให้ได้ผู้ชนะในการแข่งแบบคัดออก โดยหนึ่งรอบจะลดจำนวนผู้แข่งขันให้เหลือเพียงครึ่งเดียว ซึ่งจะนับรวมผู้ไม่เข้าแข่งด้วย (กรณีสละสิทธิ์การแข่ง) ในความหมายนี้จะใช้กับการแข่งแบบคัดออกรอบแรก (REPECHAGE) ส่วนในการแข่งแบบพบกันหมด (MATRIX OR ROBIN) หนึ่งรอบหมายถึงการที่ผู้แข่งทุกคนได้มีโอกาสสู้หนึ่งครั้ง
     -
การใช้ชื่อจริงของผู้แข่งขันอาจไม่สะดวกและเป็นอุปสรรคในการเรียกขาน ดังนั้นควรใช้หมายเลยประจำตัวแก่ผู้แข่งขัน เพื่อใช้แทนการเรียกชื่อนามสกุลจริงของผู้แข่งขัน
     -
เฉพาะผู้แข่งขันที่จะลงแข่งเท่านั้นที่จะมายืนเข้าแถวก่อนการแข่งขัน สมาชิกในทีมท่านอื่นรวมทั้งโค้ชจะต้องนั่งอยู่บริเวณที่กำหนดให้เท่านั้น
     -
ทีมชายต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 3 คนและทีมหญิงต้องมีสมาชิกอย่างน้อย 2 คน หากน้อยกว่าทีมจะถูกตัดสิทธิ์ออกจากการแข่งขัน (KIKEN)
     -
โค้ชหรือผู้แข่งขันที่ได้รับการแต่งตั้งจากทีมจะต้องยื่นแบบฟอร์มลำดับของผู้แข่งขัน ถ้าโค้ชเป็นผู้ยื่นแบบฟอร์มจะต้องแสดงบัตรประจำตัวด้วยไม่เช่นนั้นแบบที่ยื่นจะถือเป็นโมฆะ ในแบบฟอร์มจะประกอบด้วยชื่อประเทศ หรือชื่อสโมสร สีของสายสำหรับการแข่งในรอบนั้น และลำดับการต่อสู้ของผู้แข่งขัน พร้อมชื่อของผู้แข่งขัน และหมายเลขประจำตัวผู้แข่งขันให้ชัดเจน พร้อมด้วยลายเซ็นของโค้ชหรือผู้ที่ได้รับการแต่งตั้ง
     -
ถ้าเกิดการผิดพลาดในตารางการแข่งหรือผู้แข่งลงแข่งผิดในรอบใดก็ตาม การแข่งขันในรอบนั้นถือเป็นโมฆะดังนั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความผิดพลาดดังกล่าวในแต่ละรอบ ผู้ชนะควรตรวจสอบชัยชนะที่โต๊ะควบคุมก่อนออกจากเวทีแข่งขัน

 

กลุ่มกรรมการผู้ตัดสิน (REFEREE PANEL)
     1.
กลุ่มกรรมการผู้ตัดสินในแต่ละการแข่งขันประกอบด้วย กรรมการผู้ชี้ขาด (SHUSHIN) 1 ท่าน, กรรมการผู้ช่วย (FUKUSHIN) 2 ท่าน และผู้ควบคุมการตัดสิน (KANSA) 1 ท่าน
     2.
กรรมการผู้ชี้ขาดและกรรมการผู้ช่วยในการแข่งขัน KUMITE ต้องไม่มีสัญชาติเดียวกับผู้แข่งขัน
     3.
เพื่อการอำนวยความสะดวกในการแข่งขัน ผู้บันทึกคะแนน, โฆษก และผู้รักษาเวลาควรถูกแต่งตั้งขึ้น
คำอธิบายเพิ่มเติม
     -
ในการเริ่มแข่ง KUMITE กรรมการผู้ชี้ขาดจะยืนเข้าแถวอยู่นอกสนามแข่งขัน โดยด้านซ้ายมือของกรรมการ ผู้ชี้ขาดจะมีกรรมการผู้ช่วยคนที่ 1 และคนที่ 2 อยู่ ส่วนด้านขวามือจะมีกรรมการเทคนิคและถัดไป ก็จะเป็นกรรมการผู้ช่วยคนที่ 3
     -
หลังจากที่กลุ่มกรรมการผู้ตัดสินทั้งหมดและผู้แข่งขันโค้งทำความเคารพซึ่งกันและกัน กรรมการผู้ชี้ขาดจะถอยหลังออกมาหนึ่งก้าว ต่อจากนั้นกรรมการผู้ช่วยและกรรมการเทคนิคหันเข้ามาทางกรรมการผู้ชี้ขาด ทำความเคารพให้กัน เสร็จแล้วแยกย้ายไปประจำตำแหน่งของตนเอง
     -
กรณีที่มีการเปลี่ยนกลุ่มกรรมการผู้ตัดสินทั้งหมด กลุ่มกรรมการผู้ตัดสินชุดเก่าจะก้าวเท้าไปข้างหน้าแล้ว กลับหลังหัน หันหน้ามายังกลุ่มกรรมการผู้ตัดสินชุดใหม่และโค้งให้กัน โดยการสั่งของกรรมการผู้ชี้ขาดคนใหม่ ก่อนที่กลุ่มกรรมการผู้ตัดสินชุดเก่าจะเดินออกจากพื้นที่แข่งขันในทางเดียวกัน
     -
กรณีที่มีการเปลี่ยนตัวกรรมการผู้ช่วยเพียงคนเดียว กรรมการผู้ชวยคนใหม่เดินเข้ามาหากรรมการผู้ช่วยคนเก่าพร้อมกับโค้งกันก่อนทำการเปลี่ยนตำแหน่ง

 

เวลาในการแข่งขัน
     1.
ในการแข่ง KUMITE การแข่งขันของฝ่ายชายไม่ว่าจะเป็นการแข่งประเภททีมหรือบุคคลใช้เวลา 3 นาที ส่วนการแข่ง ของผู้หญิง, เด็ก, หรือผู้ฝึกใหม่ใช้เวลา 2 นาที
     2.
เวลาในการแข่งเริ่มต้นเมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดให้สัญญาณเริ่มและการแข่งขันจบลงเมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดสั่งว่า “YAME (หยุด)”
     3.
ผู้รักษาเวลาควรให้สัญญาณหรือกดออดทีเสียงดังชัดเจน เพื่อบอกว่าเหลือเวลา 30 วินาที และเมื่อหมดเวลาการแข่ง

 

หลักการตัดสิน
ผลการตัดสินของคู่แข่งขันนั้นจะได้ก็ต่อเมื่อผู้แข่งขันคนใดคนหนึ่งสามารถทำคะแนนห่างจากคู่ต่อสู้ถึง 8 คะแนน, เมื่อเวลาสิ้นสุดลงแล้วมีผู้ได้คะแนนสูงสุด, การขอคำตัดสิน (HANTEI), หรือจากโทษที่มีไม่ว่าจะเป็น HANSOKU, SHIKKAKU หรือ KIKEN
     1.
หลังจบการแข่งขันแล้วผู้แข่งขันมีคะแนนเท่ากันหรือไม่มีคะแนนทั้งคู่ กรรมการผู้ชี้ขาดจะตัดสินให้เสมอกัน (HIKIWAKE) หลังจากนั้นจะเริ่มการแข่งขันต่อเวลา (ENCHO-SEN)
     2.
ในการแข่งประเภทบุคคลหากมีคะแนนเท่ากันเมื่อสิ้นสุดการแข่งยกนั้น สามารถต่อเวลาการแข่ง (ENCHO-SEN) ไปได้อีกไม่เกิน 1 นาที ซึ่งการปรับโทษและการเตือนที่เกิดขึ้นในการแข่งขันในยกที่แล้วยังถือว่ามีผลอยู่ ผู้แข่งขันที่สามารถทำคะแนนแรกได้ก่อนถือว่าเป็นผู้ชนะ แต่หากไม่มีใครทำคะแนนได้ในช่วงเวลา กลุ่มกรรมการผู้ตัดสิน (REFEREE PANEL) จะเป็นผู้ตัดสินขั้นสุดท้าย โดยการประกาศขอคำตัดสิน “HANTEI” และมีหลักการพิจารณาผู้แข่งขันดังต่อไปนี้
          A)
ทัศนคติ, จิตใจนักต่อสู้, การแสดงถึงพลังและความแข็งแกร่ง
          B)
ผู้ที่ใช้เทคนิคหรือกลยุทธ์ที่เหนือกว่าฝ่ายตรงข้าม
          C)
ผู้ที่ริเริ่มการจู่โจมที่มารกกว่า
     3.
ในการแข่งขันประเภททีม จะไม่มีการต่อเวลาการแข่งขัน (ENCHO-SEN) ในคู่ที่เสมอกัน ยกเว้นในกรณีข้อ 5
     4.
ทีมที่ชนะคือทีมที่มีจำนวนคนชนะมากกว่า หากมีจำนวนคนที่ชนะเท่ากัน ให้ทีมที่มีคะแนนรวมสูงกว่าเป็นทีมชนะการนับคะแนนต้องพิจารณาทั้งที่ได้และเสียคะแนนด้วย
     5.
หากทั้ง 2 ทีมมีคะแนนและจำนวนผู้ชนะเท่ากัน จะมีการต่อเวลาแข่งขันอีก 1 คู่ ไม่เกิน 1 นาที (ENCHO-SEN) ฝ่ายใดที่ทำคะแนนได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ ในกรณีที่ไม่มีฝ่ายใดทำคะแนนได้ กรรมการผู้ชี้ขาดและกรรมการผู้ช่วย 3 คน จะเป็นผู้ตัดสิน
     6.
การแข่งขันประเภททีม หากทีมชายชนะนำห่างไปแล้ว 3 คู่ หรือ 2 คู่ ในกรณีทีมหญิงจะถูกประกาศให้ชนะในทันที
คำอธิบายเพิ่มเติม
     -
ในกรณีที่จะมีการขอคำตัดสินกรรมการผู้ชี้ขาดจะออกไปนอกพื้นที่แข่งและประกาศ “HANTEI” ตามด้วยการเป่านกหวีด 2 ระดับเสียง กรรมการผู้ช่วยจะใช้ธงเป็นสัญลักษณ์เลือกให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นฝ่ายชนะ หลังจากนั้นกรรมการผู้ชี้ขาดจะยกแขนด้านที่อยู่ข้างผู้ชนะ จากนั้นเป่านกหวีดสั้น ๆ ให้กรรมการผู้ช่วยยกธงลง และกลับไปยังตำแหน่งเดิมเพื่อประกาศผู้ชนะ
     -
ในกรณีที่มีการเสมอ กรรมการผู้ชี้ขาดประกาศว่า “HIKIWAKE(เสมอ)” โดยกรรมการผู้ชี้ขาดจะกลับเข้าประจำตำแหน่งเดิมวางแขนข้างหนึ่งบนหน้าอก เพื่อแสดงให้เห็นว่าเป็นความเห็นของตนเองที่จะตัดสิน แล้วจึงยกแขนไปยังด้านที่เห็นว่าควรเป็นผู้ชนะ หลังจากนั้นจึงประกาศผู้ชนะตามวิธีปกติ

 

พฤติกรรมต้องห้าม
พฤติกรรมต้องห้ามแบ่งเป็น 2 ประเภท
     
ประเภทที่ 1 (CATEGORY 1)
          1.
การจู่โจมซึ่งมีการสัมผัสรุ่นแรงเกินไป และการจู่โจมที่สัมผัสบริเวณคอหอยคู่ต่อสู้
          2.
การจู่โจมที่ แขน, ขา, ขาหนีบ, ข้อต่อ, หลังเท้า
          3.
การจู่โจมที่ ใบหน้า โดยใช้เทคนิค แบมือ
          4.
การทุ่มที่อันตรายและถูกห้ามซึ่งอาจทำให้คู่ต่อสู้บาดเจ็
     
ประเภทที่ 2 (CATEGORY 2)
          1.
เสแสร้งการบาดเจ็บ, แสดงการบาดเจ็บเกินความจริง
          2.
ออกนอกบริเวณพื้นที่ แข่งขัน (JOGAI) บ่อยครั้งเกินไป
          3.
ต่อสู้โดยขาดการระมัดระวัง หรือขาดการป้องกันตนเองซึ่งอาจนำไปถึงอันตรายต่อตนเองได้ (MUBOBI)
          4.
หลีกเลี่ยงการต่อสู้ เพื่อมิให้คู่ต่อสู้มีโอกาสทำคะแนน
          5.
การหน่วงเหนี่ยว, หารปล้ำ, การผลัก, การจัดยึด โดยไม่มีความพยายามที่จะใช้การจู่โจมตามมา
          6.
การใช้เทคนิคจู่โจมที่ไม่สามารถควบคุมความปลอดภัย หรืออันตรายให้แก่คู่ต่อสู้ ไม่ว่าจะจู่โจมถูกเป้าหมายหรือไม่
          7.
การจู่โจมโดยใช้ศีรษะ, หัวเข่า, และข้อศอก
          8.
ใช้คำพูดยั่วยุคู่ต่อสู้, ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของกรรมการผู้ชี้ขาด, ไม่สุภาพต่อกรรมการอื่น, หรือการไร้มารยาทอื่น ๆ
คำอธิบายเพิ่มเติม
     -
ในการแข่งขันคาราเต้เพื่อการกีฬา ห้ามนำการจู่โจมซึ่งอันตรายมาใช้ และเทคนิคทั้งหมดจะต้องมีการควบคุมบางส่วน ของร่างกาย ให้สามารถรับแรงกระแทกได้ดีพอสมควร เช่น หน้าท้อง แต่บริเวณ ศีรษะ, ใบหน้า, ลำคอ, ขาหนีบ, และข้อต่อที่ยังอ่อนไหว ฉะนั้นการจู่โจมที่ตั้งใจซึ่งก่อให้เกิดการบาดเจ็บอาจถูกปรับโทษ ยกเว้นเกิดขึ้นจากผู้ถูกกระทำเอง ผู้แข่งขันต้องจู่โจมด้วยการควบคุมที่ดี และท่าทางที่ดี มิฉะนั้นอาจถูกปรับโทษได้
     
การสัมผัสบริเวณใบหน้า (Senior และ Junior)
          -
การจู่โจมด้วยการสัมผัสเบา ๆณบริเวณใบหน้า, ศีรษะ, ลำคอ อนุญาตได้ (แต่ห้ามทำที่คอหอย) หากกรรมการผู้ชี้ขาดเห็นวาการสัมผัสรุนแรงไป แต่ไม่ถึงขันที่ปิดโอกาสให้ผู้ถูกกระทำยังสามารถชนะได้ กรรมการผู้ชี้ขาดจะให้คำเตือน (CHUKOKU) หากเหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีกจะถูกปรับโทษทันที (KEIKOKU) และ IPPON (1 คะแนน) จะถูกให้แก่ผู้ถูกกระทำ หากเหตุการณ์เดิมเกิดขึ้นอีก เป็นหนที่ 3 จะถูกปรับโทษ (HANSOKU CHUI) และ NIHON (2 คะแนน) จะถูกให้ผู้ถูกกระทำ และหากยังเกิดขึ้นอีก จะถูกปรับแพ้ทันที (HANSOKU)
     
การสัมผัสบริเวณใบหน้า (Cadet) ผู้ฝึกใหม่
          -
สำหรับผู้ที่เพิ่งเริ่มฝึกฝนคาราเต้ การจู่โจมที่ใบหน้า, ศีรษะ, และลำคอจะต้องมีการควบคุมอย่างดี หากนวมสัมผัสเป้า จะไม่ได้คะแนนจากกลุ่มกรรมการผู้ตัดสิน สำหรับการเตะที่ศีรษะ, ใบหน้า, ลำคอ นั้น สามารถสัมผัสผิวหนังได้อย่างแผ่วเบาเท่านั้น ในกรณีที่ทางเทคนิคเมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นการสัมผัสด้วยนวมกับผิวหนังรุนแรงกว่าปกติ กลุ่มกรรมการผู้ตัดสินอาจจะทำการตักเตือนหรือลงโทษ ส่วนเทคนิคอื่นที่ใบหน้า, ศีรษะ, หรือคอซึ่งอาจจะก่อให้เกิดการบาดเจ็บไม่สำคัญว่าจะถูกเบาเพียงใด จะถูกตักเตือนลงโทษยกเว้นการสัมผัสเหล่านั้นเกิดจากฝ่ายตรงข้ามเอง
          -
กรรมการผู้ชี้ขาดต้องหมั่นสังเกตและตรวจสอบผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ การตรวจสอบที่ล่าช้าอาจทำให้เกิดเลือดกำเดาไหลได้ การตรวจสอบยังสามารถบ่งบอกถึงเจตนาของผู้แข่งขันว่าต้องการย้ำจุดบาดเจ็บ เพื่อประโยชน์ในการแข่งขันหรือไม่ เช่น ชกจมูกที่บาดเจ็บแล้วอย่างรุนแรง หรือถูกใบหน้าคู่ต่อสู้อย่างรุนแรง
          -
การบาดเจ็บที่มีอยู่แล้วนั้นอาจบิดเบือนความรุนแรงของการสัมผัสได้ ฉะนั้นกรรมการผู้ชี้ขาดต้องคำนึงถึงข้อนี้ด้วยถ้าจะปรับโทษผู้แข่งขัน เช่น การสัมผัสที่ไม่รุนแรงอาจทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถแข่งขันต่อ เนื่องจากได้รับบาดเจ็บสะสมมาจากการต่อสู้ยกก่อน ๆ และก่อนการแข่งทุกครั้งผู้ควบคุมพื้นที่แข่งขัน (MACH AREA CONTROLLERS) ต้องตรวจสอบใบรายงานแพทย์และรับรองว่าผู้แข่งขันว่าสามารถลงแข่งขันได้ กรรมการผู้ชี้ขาดต้องได้รับรายงาน หากผู้แข่งขันได้รับการปฐมพยาบาลมาก่อนหน้านี้
          -
ผู้แข่งขันที่แสดงอาการบาดเจ็บเกินกว่าเหตุเพื่อต้องการได้รับคะแนนจากโทษปรับ เช่น การเอามือกุมหน้าเดินโซเซ หรือ ล้มโดยไม่จำเป็น นั้นอาจถูกเตือนหรือ ถูกปรับโทษทันที
          -
การแกล้งทำว่าบาดเจ็บทั้งที่ไม่มีอะไรเป็นเหตุมาก่อน ซึ่งถือว่าเป็นการผิดระเบียบอย่างรุนแรงนั้น ผู้แข่งขันจะถูกประกาศว่า “SHIKKAKU (ให้ออกจากการแข่ง)” ตัวอย่างเช่นการล้มลงหรือกลิ้งไปมาบนพื้นที่แข่งโดยไม่มีหลักฐานชัดเจนสนับสนุนจากแพทย์สนาม ส่วนการทำให้การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นดูเกินเลยความเป็นจริงนั้นได้รับการเตือนหรือปรับโทษ
          -
ผู้แข่งขันที่ถูกประกาศว่า “SHIKKAKU” จากการแกล้งบาดเจ็บ จะต้องออกจากสนามแข่งทันที และถูกส่งตัวให้คณะกรรมการแพทย์สนามของ WKF ตรวจวินิจฉัยผู้แข่งขันก่อนการชิงชนะเลิศจะจบลง ทั้งนี้เพื่อเป็นข้อมูลให้คณะกรรมการตัดสินพิจารณาหากพบว่าผู้แข่งขันแกล้งบาดเจ็บจริงจะถูกปรับโทษสถานหนักที่สุดอาจถึงขั้นห้ามเข้าร่วมการแข่งขันอีกตลอดชีพหากมีการแกล้งบาดเจ็บซ้ำอีกในอนาคต
          -
คอเป็นส่วนที่เปราะบางที่สุดแม้โดนกระทบเพียงเล็กน้อยก็จะต้องถูกเตือนหรือถูกปรับโทษ ยกเว้นกรณีที่ผู้ถูกกระทำเป็นผู้กระทำเอง
          -
เทคนิคการทุ่มแบ่งเป็น 2 แบบ คือ “ท่าสามัญทั่วไป (CONVENTIONAL)” ใช้เทคนิคกวาดขาแบบคาราเต้ เช่น DE ASHI BARI, KO UCHI GARE ฯลฯ โดยคู่ต่อสู้จะโดนกวาดขาให้เสียการทรงตัว หรือโดนทุ่มโดยไม่มีการการจับถูกตัวก่อน และการทุ่มที่กำหนดว่าจะต้องรัดหรือโอบกอดคู่ต่อสู้เวลาทุ่มซึ่งการทุ่มแบบนี้จะทำได้ ก็ต่อเมื่อมีการใช้เทคนิคการเข้าจู่โจมแบบคาราเต้จริง ๆ ก่อน หรือเป็นการตอบโต้การจู่โจมและพยายามทุ่มหรือจับตัวและแกนการหมุนของการทุ่มต้องไม่อยู่เหนือระดับสะโพก และต้องจับตัวคู่ต่อสู้ไว้ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยสำหรับการทุ่มเหนือไหล่ เช่น SEIO NAGE, KATA GARUMA ฯลฯ นั้นห้ามกระทำ เช่นเดียวกับ “การทุ่มแบบสังเวย (SACRIFICE)” เช่น TOMEO NAGE, SUMI GAESHI ฯลฯ ถ้าคู่ต่อสู้บาดเจ็บจาสดเทคนิคการทุ่ม กลุ่มกรรมการผู้ตัดสินจะเป็นผู้ตัดสินว่าควรมีการปรับโทษหรือไม่
          -
ห้ามใช้การจู่โจมด้วยเทคนิคแบบ “แบมือ” ไปยังบริเวณใบหน้าของคู่ต่อสู้ เนื่องจากอันตรายต่อการมองเห็น
          - JOGAI (
ออกนอกสนาม) คือสถานการณ์ซึ่งเท้าหรือส่วนอื่นของผู้แข่งขันสัมผัสส่วนนอกของพื้นที่แข่งขัน ยกเว้นกรณีที่ผู้แข่งขัน ถูกผลักหรือถูกทุ่มออกจากพื้นที่แข่งขันโดยผู้แข่งขันอีกฝ่ายหนึ่ง
          -
ถ้าผู้แข่งขันที่ทำคะแนนได้สำเร็จ ออกนอกพื้นที่ก่อนกรรมการสั่ง “YAME(หยุด)” จะได้คะแนนและไม่ถูกปรับโทษออกนอกสนาม (JOGAI)
           -
การออกนอกพื้นที่แข่งขันไม่ควรถูกปรับโทษ ถ้า AO (ฝ่ายน้ำเงิน) ออกนอกพื้นที่แข่งขันทันที หลังจาด AKA (ฝ่ายแดง) จู่โจมทำคะแนนสำเร็จ และการสั่ง “YAME” เกิดขึ้น ณ ช่วงทำคะแนนทันที แต่หาก AO นอกพื้นที่การแข่งขัน ขณะที่ AKA ทำคะแนนได้ (โดยที่ AKA ยังอยู่ในพื้นที่แข่งขัน) AKA จะได้คะแนน และ AO จะถูกปรับโทษออกนอกสนาม (JOGAI)
           -
ผู้แข่งที่ถอยอย่างเดียวโดยไม่พยายามสู้กลับ กอดโดยไม่จำเป็นหรือจงใจออกนอกสนาม นั้นเป็นการไม่เปิดโอกาสให้คู่ต่อสู้จู่โจมทำคะแนน จะต้องถูกเตือนหรือปรับโทษ เหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งเมื่อเวลาของยกการแข่งขันใกล้สิ้นสุดลง หากการกระทำดังกล่าวมาเบื้องต้น เกิดขึ้นก่อนหมดเวลาการแข่งขันเกิน 10 วินาที กรรมการผู้ชี้ขาดจะเตือนผู้กระทำผิด ถ้าหากมีการกระทำผิดตามพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 2 มาก่อนผู้กระทำผิดจะได้รับการปรับโทษครั้งต่อไปตามขั้นการปรับโทษ อย่างไรก็ตาม หากเหลือเวลาการแข่งขันน้อยกว่า 10 วินาที กรรมการผู้ชี้ขาดจะลงโทษผู้กระทำผิดด้วย      KEIKOKU (ไม่ว่าจะถูกลงโทษด้วย CHOKOKU มารก่อนหรือไม่) ส่วนฝ่ายตรงข้ามจะได้ 1 คะแนน
          -
หากเคยถูกลงโทษด้วย KEIKOKU มาแล้ว กรรมการผู้ชี้ขาดจะลงโทษด้วย HANSOKU CHUI ส่วนฝ่ายตรงข้ามจะได้ 2 คะแนน อย่างไรก็ตามกรรมการผู้ชี้ขาดต้องมั่นใจว่าการล่าถอยของผู้แข่งขันนั้นมิได้เกิดขึ้นจากการถูกคู่ต่อสู้จู่โจมแบบไม่มีการควบคุมหรือการจู่โจมที่อันตราย ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นผู้จู่โจมจะถูกเตือนหรือปรับโทษได้ ตัวอย่างหนึ่งของ MUBOBI เกิดขึ้นทันทีที่ผู้แข่งขันจู่โจมคู่ต่อสู้ โดยมิได้ระวังความปลอดภัยของตนเอง เช่นผู้แข่งขันบางคน จู่โจมโดย REVERSE PUNCH ระยะยาว และไม่สามาระป้องกันการจู่โจมกลับของคู่ต่อสู้ การจู่โจมแบบเปิดหน้าเช่นนี้คือ MUBOBI และจะไม่ได้คะแนน นอกจากนั้นผู้แข่งขันบางคนยังใช้เทคนิค การแสดงความโอ้อวดโดยการหันหลังให้คู่ต่อสู้ทันทีหลังจากทำการจู่โจม บางทีมีการลดแขนป้องกันลง และ ละเลยการระวังคู่ต่อสู้ ทั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อดึงดูดความสนใจของกรรมการผู้ชี้ขาดต่อการจู่โจมที่ได้กระทำไป การกระทำเช่นนี้ถือว่าเป็น MUBOBI อย่างชัดเจน และหากผู้กระทำ MUBOBI เอง ได้รับบาดเจ็บให้ถือว่าเป็นความผิดของผู้กระทำ MUBOBI เองและกรรมการผู้ชี้ขาดสามารถปฏิเสธการปรับโทษคู่ต่อสู้ได้
          -
การประพฤติอย่างไร้มารยาทจากสมาชิกของกลุ่มตัวแทนอย่างเป็นทางการ (OFFICIAL DELEGATES) สามารถนำไปสู่ การตัดสิทธิแข่งขันของผู้แข่งขัน, หรือทีมแข่งขัน, หรือตัวแทนให้ออกจากการแข่งขัน

 

การลงโทษ
     
CHUKOKU (การเตือน) กรรมการจะเตือนผู้แข่งในกรณีที่เป็นความผิดพลาดครั้งแรกและผิดพลาดเพียงเล็กน้อย
     
KEIKOKU การลงโทษโดยฝ่ายตรงข้ามได้คะแนน IPPON (1 คะแนน) และเป็นการตักเตือนสำหรับความผิดพลาดเล็กน้อย ซึ่งกรรมการได้ทำการว่ากล่าวตักเตือนไปแล้ว ในยกแข่งขันนี้หรือกรณีที่ความผิดพลาดดังกล่าวไม่รุนแรงพอที่จะสั่งลงโทษ HANSOKU CHUI ได้
     
HANSOKU-CHUI การลงโทษโดยที่ฝ่ายตรงข้ามได้คะแนน NIHON (2 คะแนน) และมักเกิดเมื่อกรรมการได้กล่าวตักเตือนและลงโทษแบบ KEIKOKU ไปแล้วในการแข่งที่ผ่านมาหรือ สามารถใช้ปรับโทษดังกล่าว โดยขั้นการกระทำผิดรุนแรงแต่ไม่ถึงขั้น HANSOKU
     
HANSOKU การลงโทษในความผิดที่รุนแรงมากาหรือเมื่อมีการลงโทษ HANSOKU-CHUI มาก่อนซึ่งมีผลให้ผู้แข่งขันถูกตัดสิทธิการแข่งขันทันที ในกรณีแข่งขันประเภททีม ผู้แข่งขันที่บาดเจ็บจะได้เพิ่ม 8 คะแนน ขณะที่คะแนนของฝ่ายตรงข้ามจะถูกปรับเป็น 0
     
SHIKKAKU การลงโทษโดยการตัดสิทธิ์ออกจากการแข่งขันตลอดรายการ หรือแค่การแข่งประเภทนั้น หรือคณะกรรมการตัดสินจะต้องร่วมปรึกษาและกำหนดของเขตของ SHIKKAKU การลงโทษ SHIKKAKU ซึ่งมักใช้ลงโทษกรณีผู้แข่งขันมุ่งร้าย, ไม่เชื่อฟัง กรรมการผู้ชี้ขาด หรือละเมิดกฎการแข่งและทำให้เสียเกียรติของกีฬาคาราเต้ หากเป็น การแข่งประเภททีม ถ้าสมาชิกของทีมได้รับ SHIKKAKU คู่ต่อสู้จะได้รับคะแนน 8 คะแนน ขณะที่คะแนนของฝ่ายตรงข้ามจะถูกปรับเป็น 0
คำอธิบายเพิ่มเติม
     -
การกระทำความผิดตามพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 1 และประเภท 2 นั้นไม่สามารถสะสมข้ามประเภทได้
     -
การปรับโทษสามารถให้ได้เมื่อมีการกระทำผิดกฎ แต่เมื่อปรับโทษแล้วหากมีการกระทำความผิดในประเภทเดิมซ้ำอีก จะต้องปรับโทษรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วยและจะไม่มีการเตือน หรือลงโทษสำหรับการสัมผัสที่รุนแรงเกินเหตุอันสมควรแล้วหลังจากนั้นยังมีการเตือนอีก ถ้ามีการสัมผัสรุนแรงเป็นครั้งที่ 2
     - CHUKOKU
เกิดขึ้นเมื่อเห็นได้ว่ามีการละเมิดกฎเพียงเล็กน้อย แต่ความสามารถของผู้แข่งที่จะชนะการแข่งขัน ไม่ลดน้อยลงจากความผิดของฝ่ายตรงข้าม (ในความเห็นของกลุ่มกรรมการผู้ตัดสิน)
     - KEIKOKU
อาจให้โดยตรงได้ทันทีไม่ต้องมีการให้การเตือนก่อนซึ่งการให้ KEIKOKU นั้น กลุ่มกรรมการ ผู้ตัดสินเห็นว่าผู้แข่งขันที่ถูกละเมิดกฎนั้นมีแนวโน้มที่จะสามารถชนะชนะการแข่งขันนั้นน้อยลง
     - HANSOKU CHUI
อาจใช้ปรับโดยตรงได้ทันทีหรือใช้หลังจากการเตือนแล้ว หรือหลังจาก KEIKOKU ทั้งนี้ในสายตาของกลุ่มกรรมการผู้ตัดสินผู้แข่งที่ถูกละเมิดกฎมีแนวโน้มน้อยมากที่จะสามารถชนะการแข่งขันได้
     - HANSOKU
อาจใช้ปรับโทษโดยตรงในกรณีมีการละเมิดกฎอย่างรุนแรง หรือจากการเพิ่มโทษทีละขั้นขึ้นมาก็ได้ซึ่งจะถูกใช้เมื่อกลุ่มกรรมการผู้ตัดสินเห็นว่า โอกาสที่ผู้แข่งขันที่ถูกละเมิดกฎจะชนะการแข่งขันนั้นเป็นศูนย์ไปแล้ว
     -
ผู้แข่งที่ได้รับโทษ HANSOKU จากการก่อให้เกิดการบาดเจ็บ หรือในกรณีที่กลุ่มกรรมการผู้ตัดสิน และผู้ควบคุมพื้นที่แข่งขัน (MATCH AREA CONTROLLERS) เห็นว่าผู้แข่งขันท่านนั้นได้กระทำการที่เสี่ยง เป็นอันตรายหรือไม่สามารถควบคุมการจู่โจมตามข้อกำหนดการแข่งของ WKF ได้นั้น จะถูกทำรายงานเสนอต่อคณะกรรมการตัดสิน เพื่อพิจารณาว่าผู้แข่งขันดังกล่าวควรถูกตัดสิทธิจากการแข่งขันทันทีและ/หรือตัดสิทธิในการแข่งตลอดรายการ
     - SHIKKAKU
สามารถนำมาปรับโทษกับผู้แข่งขันโดยตรงได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีการให้การเตือนก่อนซึ่งอาจเกิดขึ้น จากการที่ผู้ฝึกสอนหรือเพื่อนร่วมทีมของผู้แข่งขันนั้น ๆ ประพฤติตนในทางที่ทำให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติยศของกีฬาคาราเต้ หรืออาจเกิดจากการที่กรรมการผู้ชี้ขาดเชื่อมั่นว่าผู้แข่งขันดังกล่าวมีพฤติกรรมมุ่งร้ายหรือประสงค์ร้ายโดยไม่จำเป็นที่การบาดเจ็บจะต้องเกิดขึ้นจริง หากเป็นเช่นนี้การปรับโทษ SHIKKAKU เป็นโทษที่สมควร กว่า HANSOKU
     -
โทษ SHIKKAKU ต้องถูกประกาศต่อหน้า สาธารณชน

 

การได้รับบาดเจ็บและอุบัติเหตุในการแข่งขัน
     1. KIKEN
คือ การที่ผู้แข่งขันไม่ปรากฏตัวเมื่อถูกเรียกลงแข่งขัน, ไม่สามารถลงแข่งต่อได้, การละทิ้งการแข่งขันเนื่องจากการบาดเจ็บของผู้แข่งขันซึ่งมิได้เกิดจากการกระทำของฝ่ายตรงข้าม, หรือถูกถอนชื่อออกจากการแข่ง โดยการตัดสินของกรรมการตัดสินชี้ขาด
     2.
กรณีที่ผู้แข่งขันทั้งสองคนได้รับการบาดเจ็บในเวลาเดียวกัน หรือเป็นการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นมาก่อนแล้วและได้รับการตัดสินยืนยันจากแพทย์สนาม ส่งผลให้ผู้แข่งขันทั้งสองไม่สามารถทำการแข่งขันต่อไปได้ผู้แข่งขันที่ทำคะแนน ได้สูงที่สุดขณะนั้นก็จะเป็นผู้ชนะโดยปริยาย แต่ในกรณีที่ผู้แข่งขันทังสองมีคะแนนเท่ากัน การตัดสินผู้แพ้หรือ ชนะจะขึ้นอยู่กับการประกาศขอคำตัดสินของกรรมการผู้ชี้ขาด ในกรณีประเภททีม ต้องแข่งขันต่อเวลาก่อน (ENCHO-SEN) หากยังไม่สามารถหาผู้ชนะได้ จึงจะขอคำตัดสินจากกรรมการผู้ชี้ขาด
     3.
กรณีที่ผู้แข่งได้รับบาดเจ็บมากและแพทย์สนามตัดสินใจให้เลิกการแข่งขัน ผู้แข่งดังกล่าวก็ไม่สามารถลงแข่งได้อีกในเกมการแข่งขันนัดนั้น
     4.
ผู้แข่งที่ได้รับชัยชนะจากการบาดเจ็บในการแข่งขันใดก็ตาม จะไม่สามารถทำการแข่งขันได้อีก นอกจากได้รับการยินยอมจากแพทย์สนาม แต่ถ้าผู้แข่งขันดังกล่าวลงแข่งขันและได้รับชัยชนะเนื่องจากการบาดเจ็บอีกเป็นครั้งที่สองผู้แข่งขันดังกล่าวจะถูกถอนชื่อออกจากการแข่งขันคุมิเตะ และไม่สามารถลงแข่งขันได้อีกในการแข่งขันนัดนั้น
     5.
เมื่อผู้แข่งท่านใดได้รับบาดเจ็บ กรรมการผู้ชี้ขาดจะต้องให้สัญญาณหยุดการแข่งขันทันที เพื่อทำการเรียกแพทย์สนามมาตรวจสอบ วินิจฉัย และให้การปฐมพยาบาลแก่ผู้แข่งขันดังกล่าว
     6.
ผู้แข่งที่ได้รับบาดเจ็บขณะแข่งขันอยู่และมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการปฐมพยาบาล สามารถขอเวลา 3 นาทีเพื่อทำการปฐมพยาบาลได้ หากไม่สามารถปฐมพยาบาลให้เสร็จภายใน 3 นาที กรรมการผู้ชี้ขาดต้องตัดสินว่า ผู้แข่งขันดังกล่าวควรถูกประกาศว่าไม่พร้อมเข้าแข่งขันต่อ (ตามหัวข้อ 13 ข้อ 9D) หรือขยายเวลาปฐมพยาบาลออกไป
     7.
ผู้แข่งคนใดที่ล้มหรือถูกทุ่มและไม่สามารถยืนทรงตัวได้ภายใน 10 วินาที ถือว่ามีสภาพไม่เหมาะสมที่จะแข่งต่อไปและจะถูกถอดชื่อจากการแข่งคุมิเตะทั้งหมดในการแข่งขันนัดดังกล่าว กรณีผู้แข่งคนใดล้มหรือถูกทุ่มและไม่สามารถยืนขึ้นทันที กรรมการผู้ชี้ขาดจะส่งสัญญาณให้ผู้รักษาเริ่มจับเวลาโดยการเป่านกหวีด 1 ครั้ง เพื่อเริ่มการนับถอยหลัง 10 วินาที ขณะเดียวกันหากจำเป็นก็จะเรียกแพทย์สนามเข้ามาปฐมพยาบาล และผู้รักษาเวลา จะหยุดนาฬิกาเมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดให้สัญญาณหยุดโดยยกแขนขึ้น
คำอธิบายเพิ่มเติม
     -
เมื่อแพทย์สนามประกาศว่าผู้แข่งไม่เหมาะสมที่จะแข่งขันต่อไป จะต้องมีการบันทึกบนบัตรตรวจสอบผู้แข่งขัน (MONITORING CARD) ส่วนระดับขันของความไม่พร้อมของผู้แข่งต้องถูกแสดงอย่างชัดเจนต่อกลุ่มกรรมการผู้ตัดสิน
     -
ผู้แข่งอาจชนะจากการที่คู่ต่อสู้ถูกตัดสิทธิ์แข่งขันเพราะมี โทษปรับสะสมแบบไม่รุนแรงของพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 1 ซึ่งผู้ชนะอาจไม่ได้รับบาดเจ็บมากมาย แต่หากว่าในรอบต่อต่อไปผู้ชนะคนเดิมได้รับชัยชนะจากการที่คู่ต่อสู้ถูกตัดสิทธิแข่งจากโทษปรับ โดยการใช้พฤติกรรมต้องห้ามประเภท 1 ซ้ำอีกรอบ ก็จะทำให้ผู้ชนะ ดังกล่าวถูกถอดถอนออกจากการแข่งขันในนัดดังกล่าว แม้ว่าผู้ชนะนั้นจะสามารถทำการแข่งขันต่อได้ก็ตาม
     -
กรรมการผู้ชี้ขาดควรเรียกแพทย์สนามเมื่อผู้แข่งขันได้รับบาดเจ็บและต้องการการปฐมพยาบาลเท่านั้น
     -
จะมีเพียงแพทย์สนามเท่านั้นที่จะทำการรับรองความปลอดภัยในการแข่งขันต่อของผู้แข่งขัน เนื่องจากแพทย์สนามเป็นผู้ที่จะบริหารทางการแพทย์ให้กับการแข่งขันโดยเฉพาะ
     -
สำหรับการใช้กฎ 10 วินาที (TEN SECOND RULE) ผู้รักษาเวลาสำหรับกฎ 10 วินาที ควรจะถูกแต่งตั้งเป็นพิเศษโดยจะมีสัญญาณเตือนที่ 7 วินาทีและจะให้สัญญาณอีกทีที่ 10 วินาที ผู้รักษาเวลาจะเริ่มจับเวลาเมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดให้สัญญาณเริ่ม และจะหยุดเมื่อผู้แข่งยืนตรงแล้วกรรมการผู้ชี้ขาดยกมือขึ้น
     -
กลุ่มกรรมการผู้ตัดสินจะทำการตัดสินผู้ชนะบนพื้นฐานของ KIKEN, HANSOKU หรือ SHIKKAKU
     -
ในการแข่งขันประเภททีม หากสมาชิกคนใดในทีมได้รับ KIKEN คะแนนของผู้นั้นจะถูกปรับเป็น 0 ส่วนฝ่ายตรงข้ามจะได้รับเพิ่ม 8 คะแนน

 

การคัดค้านผลการตัดสิน
     1.
ไม่อนุญาตให้ประท้วงผลการตัดสิต่อกลุ่มกรรมการตัดสินในขณะที่กำลังทำหน้าที่ตัดสินอยู่
     2.
หากขั้นตอนการปฏิบัติงานของกรรมการผู้ชี้ขาดขัดกับกฎระเบียบ ผู้ที่มีสิทธิ์คัดค้าน คือประธานของสหพันธ์/สโมสร/ชมรม/ทีมนั้น ๆ หรือผู้แทนอย่างเป็นทางการของทีมเท่านั้น
     3.
การคัดค้านหรือไม่เห็นด้วยกับผลการตัดสิน สามารถทำได้โดยการเขียนรายงานทันทีหลังการแข่งขันสิ้นสุดลง (ยกเว้นการคัดค้านที่เกี่ยวกับความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่บริหารจัดการแข่งขัน โดยให้แจ้งต่อผู้ควบคุมพื้นที่การแข่ง เพื่อทำการแก้ไขได้ทันท่วงที)
     4.
ผู้คัดค้านสามารถเสนอรายงานต่อตัวแทนของคณะอุทธรณ์ (APPEALS JURY) จากนั้นคณะอุทธรณ์พิจารณาจากสภาพแวดล้อมและข้อมูลที่มีอยู่ รายงานผลการตัดสินจะถูกจัดทำขึ้นและถูกประกาศเพื่อบังคับใช้ตามที่คณะอุทธรณ์ลงมติ
     5.
การประท้วงหรือคัดค้านใดอันเนื่องมาจากการใช้กฎกติกาการแข่งขันนั้น ตัวแทนอย่างเป็นทางการของทีม หรือผู้แข่งขันจะต้องนำเสนอรายงานตามขั้นตอนที่กรรมการกลางแห่งสหพันธ์คาราเต้โลก (WKF-DC) กำหนดพร้อมทั้งให้ตัวแทนอย่างเป็นทางการของทีมหรือผู้แข่งขันเซ็นชื่อปิดท้าย
     6.
ผู้ที่ทำการคัดค้านจะต้องจ่ายเงินสำหรับค่าคัดค้านจำนวนหนึ่งตามที่ WKF-DC เห็นสมควร และเอกสารการคัดค้านนั้นจะถูกส่งให้ตัวแทนคณะอุทธรณ์
     7.
คณะอุทธรณ์ประกอบด้วยตัวแทน 1 ท่านจากคณะกรรมการควบคุมการตัดสิน (REFEREE COUNCIL) คณะกรรมการเทคนิค (TECHNICAL COMMITTEE) และคณะกรรมการแพทย์สนาม (MEDIAL COMMITTEE)
คำอธิบายเพิ่มเติม
     -
ในการคัดค้านนั้นจะต้องเสนอชื่อผู้แข่งขัน, กลุ่มกรรมการผู้ตัดสินที่ทำการตัดสิน และรายละเอียดของการคัดค้านแต่ผู้คัดค้านไม่สามารถฟ้องร้อง หรือคัดค้านเกี่ยวกับมาตรฐานการตัดสินโดยทั่วไป หน้าที่ในการพิสูจน์ความจริงของการคัดค้านขึ้นอยู่กับผู้ร้องทุกข์
     -
การคัดค้านจะถูกพิจารณาโดยคณะอุทธรณ์จะศึกษาจากหลักฐานที่ส่งมากับคำคัดค้าน คณะอุทธรณ์อาจใช้เทปบันทึกภาพ (VIDEO TAPE) และสอบถามเจ้าหน้าที่ต่าง ๆ วัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบอย่างเป็นกลางว่าให้รับคำคัดค้านหรือไม่
     -
ในกรณีที่คณะอุทธรณ์เห็นด้วยกับการคัดค้าน จะดำเนินการที่เหมาะสมต่อไป และจะมีมาตรการเพิ่มเติม เพื่อป้องกันมิให้เกิดซ้ำอีกในการแข่งในอนาคต สำหรับเงินมัดจำที่ได้ชำระไว้นั้นจะถูกคืนกลับโดยฝ่ายการเงิน
     -
กรณีที่คณะอุทธรณ์ไม่เห็นด้วยกับการคัดค้าน การคัดค้านนั้นจะถูกปฏิเสธและเงินมัดจำที่ชำระไว้นั้น จะถูกยึดโดย W.K.F.
     -
เพื่อให้มั่นใจว่าการแข่งขันจะดำเนินต่อไปได้โดยไม่มีการชะลอเวลาแข่ง จะเป็นหน้าที่ของกรรมการเทคนิคที่จะดูแล ให้การแข่งยังคงเป็นไปตามกฎการแข่งขัน
     -
กรณีที่มีการผิดพลาดเกิดขึ้นมาจากฝ่ายบริหารจัดการแข่งขันเกิดขึ้น โค้ชควรแจ้งโดยตรงต่อผู้ควบคุมพื้นที่ การแข่ง เพื่อนำแจ้งกรรมการผู้ชี้ขาดต่อไป

 

อำนาจหน้าที่
     1.
ตรวจสอบความถูกต้องในการจัดเตรียมการของทุกการแข่งขัน โดยปรึกษาร่วมกับคณะผู้จัดการแข่งเกี่ยวกับ การจัดการพื้นที่แข่งขัน, การจัดเตรียมอุปกรณ์และเครื่องใช้ที่จำเป็นต่าง ๆ , การบริหารจัดการการแข่งขัน, และการฝ้าระวังรักษาความปลอดภัย เป็นต้น
     2.
กำหนดและแต่งตั้งกรรมการผู้ควบคุมพื้นที่แข่งขัน (MATCH AREA CONTROLLER) /หัวหน้ากรรมการ ตามความเหมาะสมเพื่อดูแลความเรียบร้อยในพื้นที่แข่งขัน พร้อมทั้งสำรวจข้อบกพร่อง รวมทั้งให้รายละเอียดต่าง ๆ หรือดำเนินการทั้งนี้ อาจจะให้กรรมการควบคุมพื้นที่แข่งขันทำรายงานส่งด้วย
     3.
ควบคุมและประสานงานทั้งหมดของเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่เป็นกรรมการต่าง ๆ
     4.
จัดหาเจ้าหน้าที่เพิ่มเติมในตำแหน่งหน้าที่ต่าง ๆ ในกรณีที่จำเป็น
     5.
สอบสวนและยื่นเรื่องเพื่อพิจารณาการตัดสินในเนื้อหาของการตัดสินอย่างเป็นทางการ มีอำนาจตัดสินเด็ดขาด กับปัญหาด้านเทคนิคที่เกิดขึ้นในการแข่งขันและมิได้มีการระบุไว้ในกฎกติกาการแข่งขัน
MATCH AREA CONTROLLER (กรรมการควบคุมพื้นที่แข่งขัน)
     1.
บริหาร, แต่งตั้ง, และแบ่งงานกรรมการผู้ชี้ขาดและกรรมการผู้ช่วย ในขอบเขตภายใต้การควบคุมดูแลของกรรมการควบคุมพื้นที่แข่งขัน
     2.
ดูแลประสิทธิภาพการทำงานของกรรมการผู้ชี้ขาด และกรรมการผู้ช่วยว่าปฏิบัติหน้าที่สมบูรณ์ตามบทบาทที่ได้รับมอบหมายไว้หรือไม่
     3.
สั่งให้กรรมการผู้ชี้ขาดระงับการแข่งขันเมื่อกรรมการเทคนิคให้สัญญาณว่ามีการขัดแย้งกับกฎของการแข่งขัน
     4.
รายงานผลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ภายใต้ความรับผิดชอบประจำวัน พร้อมทั้งเสนอให้ความคิดเห็น (ถ้ามี) เพื่อรายงานต่อคณะกรรมการผู้ตัดสิน
REFEREES (กรรมการผู้ชี้ขาด)
     1.
กรรมการชี้ขาด (SHUSHIN) มีอำนาจในการควบคุมการแข่งขัน (ตั้งแต่การประกาศเริ่มการแข่งขัน, การสั่งพักการแข่งขัน, และประกาศการสิ้นสุดการแข่งขัน)
     2.
ให้คะแนน
     3.
ให้คำอธิบายรายละเอียดแก่กรรมการควบคุมพื้นที่แข่งขันและคณะกรรมการควบคุมการแข่งขัน หรือคณะอุทธรณ์ถ้าจำเป็นเกี่ยวกับบรรทัดฐานการให้คะแนน
     4.
การให้คำตักเตือนและบทลงโทษแก่ผู้แข่งขันก่อน, ระหว่าง, และหลังการแข่งขัน
     5.
รับพิจารณาความคิดเป็นของกรรมการผู้ช่วย
     6.
ประกาศการต่อเวลาการแข่งขัน
     7.
ดำเนินการขอคำตัดสิน (HANTEI) ของกลุ่มกรรมการผู้ตัดสิน และประกาศผล
     8.
ประกาศผู้ชนะ
     9.
กรรมการผู้ชี้ขาดไม่ได้มีอำนาจควบคุมดูแลเฉพาะพื้นที่การแข่งขัน หากมีอำนาจในการควบคุมดูแลพื้นที่ข้างเคียงด้วย
     10.
กรรมการผู้ชี้ขาดเป็นผู้ให้สัญญาณและประกาศการให้คำสั่งต่าง ๆ รวมทั้งผลการตัดสิน
JUDGES (กรรมการผู้ช่วย : FUKUSHIN)
อำนาจกรรมการผู้ช่วยมีดังนี้
     1.
ช่วยกรรมการผู้ชี้ขาดโดยใช้สัญญาณธง
     2.
ลงคะแนนให้ความคิดเห็นในกรณีที่ต้องการการตัดสิน
กรรมการผู้ช่วยจะสังเกตการณ์การแข่งขัน อย่างละเอียดและส่งสัญญาณให้กรรมการผู้ชี้ขาด ในกรณีดังต่อไปนี้
          A)
เมื่อผู้แข่งขันได้คะแนน
          B)
เมื่อผู้แข่งขันละเมิดกติกาและ/หรือใช้เทคนิคที่ผิดในการต่อสู้
          C)
เมื่อผู้แข่งขันได้รับบาดเจ็บหรือป่วย
          D)
เมื่อผู้แข่งขันคนใดคนหนึ่ง หรือทั้งสองออกนอกบริเวณพื้นที่แข่งขัน (JOGAI)
          E)
ในกรณีอื่น ๆ ที่กรรมการผู้ช่วยเห็นว่าสมควรรายงานต่อกรรมการผู้ชี้ขาด
ARBITRATOR (กรรมการเทคนิค : KANSA)
     
ช่วยกรรมการผู้ควบคุมพื้นที่แข่งขันโดยตรวจตราการแข่งขันและยกที่การแข่งขันดำเนินอยู่ หากว่าการตัดสินของกรรมการผู้ชี้ขาดและ/หรือกรรมการผู้ช่วยไม่เป็นไปตามกฎของการแข่งขัน กรรมการเทคนิคจะยกสัญญาณธงสีแดงหรือกดออดทันที กรรมการผู้ควบคุมพื้นที่แข่งขันจะสั่งให้กรรมการผู้ชี้ขาดระงับการแข่งขันหรือยกของการแข่งขันและแก้ไขข้อผิดพลาด บันทึกของการแข่งขันที่จะเก็บไว้เป็นหลักฐานอย่างเป็นทางการต้องได้รับการรับรองโดยกรรมการเทคนิค
SCORE SUPERVISORS (หัวหน้าผู้ควบคุมคะแนน)
     
จะทำการเก็บบันทึกคะแนนที่ให้โดยกรรมการผู้ชี้ขาด และยังทำหน้าที่ตรวจตราการทำงานของผู้รักษาเวลา และบันทึกคะแนน
คำอธิบายเพิ่มเติม
     -
เมื่อกลุ่มกรรมการผู้ช่วยทั้ง 3 ท่านให้สัญญาณเหมือนกันหรือทำให้รู้ว่าได้ให้คะแนนแก่ผู้แข่งคนเดียวกันกรรมการผู้ชี้ขาดจะหยุดการแข่งขันและกระทำตามเสียงส่วนใหญ่ หากว่ากรรมการผู้ชี้ขาดไม่ระงับการแข่งขันทันที กรรมการเทคนิคจะยกสัญญาณธงสีแดง หรือกดออด
     -
เมื่อกรรมการผู้ช่วย 2 ท่าน ให้สัญญาณเหมือนกันหรือทำให้รู้ว่าได้ให้คะแนนแก่ผู้แข่งขันคนเดียวกัน กรรมการผู้ชี้ขาดจะพิจารณาความเห็นของกรรมการผู้ช่วยทั้ง 2 ท่าน แต่อาจปฏิเสธที่จะระงับการแข่งขันถ้าไม่เห็นด้วยกับความเห็นดังกล่าว
     -
อย่างไรก็ตามเมื่อมีการหยุดการแข่งขัน และกรรมการผู้ชี้ขาดมีความเห็นขัดแย้งการให้คะแนนเสียงส่วนใหญ่กรรมการผู้ชี้ขาดอาจขอให้กรรมการผู้ช่วยทั้ง 2 ท่าน พิจารณาความคิดเห็นอีกครั้ง แต่กรรมการผู้ชี้ขาด ไม่สามารถตัดสินขัดกับคำตัดสินของกรรมการผู้ช่วยทั้ง 2 ท่าน ยกเว้นจะได้รับการสนับสนุนจากกรรมการผู้ช่วยท่านที่ 3
     -
เมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดเห็นว่ามีการทำคะแนนเกิดขึ้น จะสั่ง YAME และยกแขนไปทางฝั่งที่ได้คะแนน
     -
หากคำตัดสินของกรรมการไม่เป็นเอกฉันท์ กรรมการผู้ชี้ขาดจะต้องแสดงสัญญาณเพื่ออธิบายว่า ทำไมจึงให้หรือไม่ให้คะแนนแก่ผู้แข่งขัน
     -
กรรมการผู้ชี้ขาดอาจขอให้กรรมการผู้ช่วยไตร่ตรองคำตัดสินอีกครั้ง หากเชื่อว่าคำตัดสินนั้นผิดหรือละเมิดกฎ
     -
เมื่อกรรมการผู้ช่วยทั้ง 3 ท่านมีความคิดเห็นที่ไม่เหมือนกัน กรรมการผู้ชี้ขาดอาจให้คำตัดสิน แต่ต้องได้รับการสนับสนุนโดยกรรมการผู้ช่วย 1 ท่านก่อน
     -
ในกรณี HANTEI กรรมการผู้ชี้ขาดและกรรมการผู้ช่วยแต่ละท่านจะมีสิทธิออกเสียง 1 เสียง และในกรณีที่ต่อเวลาแล้วยังมีการเสมออีก กรรมการผู้ชี้ขาดถึงจะใช้สิทธิออกเสียงชี้ขาด
     -
กรรมการผู้ช่วยจะให้คะแนนได้ต่อเมื่อเห็นการกระทำอย่างชัดเจน หากไม่มั่นใจว่าผู้แข่งขันได้จู่โจมถึงพื้นที่ ที่ได้คะแนนจริง กรรมการผู้ช่วยตัดสินควรให้สัญญาณว่าไม่เห็น (MIENAI)
     -
บทบาทของกรรมการเทคนิค คือต้องทำให้มั่นใจว่าการแข่งขันหรือยกแข่งขันจะต้องถูกดำเนินไปตามกฎของการแข่งขัน กรรมการเทคนิคมิใช่กรรมการตัดสินอีกท่าน กรรมการเทคนิคไม่มีสิทธิลงคะแนนออกเสียงตัดสิน เช่น จะให้คะแนนหรือไม่ หรือว่า JOGAI ได้เกิดขึ้นหรือไม่ หน้าที่หลักของกรรมการเทคนิค จะเกี่ยวกับเรื่องของขั้นตอนต่าง ๆ เท่านั้น
     -
ในกรณีที่กรรมการผู้ชี้ขาดไม่ได้ยินเสียงระฆังหมดเวลา หัวหน้าผู้ควบคุมคะแนน (SCORE SUPERVISOR) จะเป่านกหวีด
     -
เมื่อต้องมีการอธิบายบรรทัดฐานการให้คะแนนของคณะกรรมการผู้ชี้ขาดหลังการแข่งขัน จะต้องพูดให้กรรมการผู้ควบคุมพื้นที่แข่งขัน หรือคณะกรรมการควบคุมการตัดสิน หรือคณะอุทธรณ์ฟังเท่านั้น และไม่พูดให้ผู้อื่นที่ไม่เกี่ยวข้องฟังเด็ดขาด

 

การเริ่ม การหยุดพัก และการสิ้นสุดการแข่งขัน
     1.
การใช้คำพูดและสัญญาณของกรรมการผู้ชี้ขาดและกรรมการผู้ช่วยจะแสดงไว้ในภาคผนวกที่ 1 และ 2
     2.
กรรมการผู้ชี้ขาดและกรรมการผู้ช่วยจะเข้าประจำตำแหน่งที่กำหนดไว้ และตามด้วยการโค้งคำนับแลกเปลี่ยนแก่กันของผู้แข่งขัน จากนั้นกรรมการผู้ชี้ขาดจะประกาศว่า “SHOBU HAJIME” เพื่อเริ่มการแข่งขัน
     3.
กรรมการผู้ชี้ขาดสามารถหยุดการแข่งขันโดยประกาศว่า “YAME” และถ้าจำเป็นกรรมการผู้ชี้ขาดจะสั่งให้ผู้แข่งขันทั้งสองกลับเข้าประจำตำแหน่งเดิม (MOTO NO ICHI)
     4.
เมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดกลับเข้าไปยืนที่ตำแหน่งของตน กรรมการผู้ช่วยจะให้ความเห็นโดยการใช้สัญญาณธง ถ้ามีการให้คะแนน กรรมการผู้ชี้ขาดจะประกาศผลการตัดสินโดยใช้สัญญาณมือ บ่งบอกฝ่ายที่ได้คะแนน (AKA หรือ AO) ตำแหน่งที่ถูกจู่โจม (CHUDAN หรือ JODAN) เทคนิคที่ทำให้ได้คะแนน (TSUKI, UCHI หรือ KERI) แล้วกรรมการผู้ชี้ขาดจะให้คะแนน โดยใช้ท่าทางตามที่ได้อธิบายไว้ หลังจากนั้นกรรมการผู้ชี้ขาดสามารถเริ่มการแข่งขันอีกครั้งโดยประกาศว่า “TSUZUKETE HAJIMEI”
     5.
เมื่อผู้แข่งขันท่านใดท่านหนึ่งได้คะแนนนำคู่แข่งเกิน 8 แต้มในรอบนั้น กรรมการผู้ชี้ขาด จะประกาศว่า “YAME” เพื่อให้ผู้แข่งขันทั้งสอง กลับไปประจำตำแหน่งเริ่มต้น หลังจากนั้นกรรมการผู้ชี้ขาดจะประกาศผู้ชนะ โดยการยกมือทางด้านผู้ชนะขึ้นและประกาศว่า “AO (AKA) NO KACHI” แล้วการแข่งขันก็จะสิ้นสุดลง
     6.
เมื่อเวลาการแข่งขันได้สิ้นสุดลง ผู้แข่งขันที่ได้คะแนนมากกว่าจะถูกประกาศว่าเป็นผู้ชนะ กรรมการผู้ชี้ขาดจะประกาศ โดยยกมือทางด้านผู้ชนะขึ้นและประกาศว่า “AO (AKA) NO KACHI” แล้วการแข่งขันก็จะสิ้นสุดลง
     7.
เมื่อเวลาการแข่งขันได้สิ้นสุดลง แต่คะแนนของผู้แข่งขันทั้งสองเสมอกัน หรือไม่มีใครได้คะแนน กรรมการผู้ชี้ขาดจะประกาศ “YAME” เพื่อให้ทุกคนกลับไปประจำตำแหน่งเริ่มต้น พร้อมประกาศผลการแข่งขันว่า เสมอ HIKIWAKE แล้วต่อเวลาการแข่งขัน “ENCHO-SEN”
     8.
กรรมการผู้ช่วยและกรรมการผู้ชี้ขาดมีคนละ 1 เสียงในการ HANTEI ยกเว้นถ้ายังตัดสินผลไม่ได้หลัง ENCHO-SEN แล้ว กรรมการผู้ชี้ขาดจะเป็นผู้ตัดสินเพียงคนเดียวเพื่อเป็นการยุติการแข่งขันที่อาจจะเสมอกันอีก
     9.
กรรมการผู้ชี้ขาดจะประกาศ “YAME” หยุดการแข่งขันชั่วคราวเมื่อมีกรณีดังต่อไปนี้เกิดขึ้น
          A)
เมื่อผู้แข่งขันท่านใดท่านหนึ่ง หรือทั้งคู่ออกนอกพื้นที่แข่งขัน
          B)
เมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดาต้องการสั่งให้ผู้แข่งขันท่านใดท่านหนึ่งจัดชุดแข่ง หรืออุปกรณ์ในการป้องกันตัวให้เรียบร้อย
          C)
เมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดเห็นว่าผู้แข่งขันท่านใดท่านหนึ่งได้กระทำผิดกติกาการแข่งขัน
          D)
เมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดเห็นว่าผู้แข่งขันท่านใดท่านหนึ่งหรือทั้งคู่ ไม่สามารถที่จะทำการแข่งขัน ต่อไปได้เนื่องจากได้รับบาดเจ็บ, ป่วย, หรือด้วยสาเหตุอื่น หลังจากถามความเห็นจากแพทย์สนามกรรมการผู้ชี้ขาดจะเป็นผู้ตัดสินว่าผู้แข่งขันดังกล่าวสามารถทำการแข่งขันต่อไปได้หรือไม่
          E)
เมื่อผู้แข่งเข้าจับคู่ต่อสู้แต่ไม่ได้ใช้เทคนิคอื่นเพื่อทำการต่อสู้ จู่โจมหรือทุ่มภายใน 2-3 วินาที
          F)
เมื่อผู้แข่งขันท่านใดท่านหนึ่งหรือทั้งคู่ถูกทุ่มหรือล้มลงและไม่มีการใช้เทคนิคการต่อสู้ ภายใน 2-3 วินาที
          G)
เมื่อเท้าของผู้แข่งขันทั้งคู่ไม่แตะพื้นจากการล้มลงหรือพยายามทุ่มและเริ่มมีการปลุกปล้ำกัน
          H)
เมื่อมีการทำคะแนน
          I)
เมื่อกรรมการผู้ช่วย 3 ท่านให้สัญญาณเหมือนกัน หรือให้คะแนนผู้แข่งขันฝ่ายเดียวกัน
J)
เมื่อมีการขอร้องโดยผู้ควบคุมพื้นที่การแข่งขัน
คำอธิบายเพิ่มเติม
     -
เมื่อเริ่มการแข่งขัน กรรมการผู้ชี้ขาดจะเรียกผู้แข่งขันทั้งสองเข้าประจำตำแหน่งเริ่มต้น ถ้าผู้แข่งขันเข้ามา ภายในพื้นที่แข่งขันก่อนเวลาเริ่ม จะถูกเชิญให้ออกนอกพื้นที่ ผู้แข่งขันจะโค้งให้กันและกันเพื่อแสดงความเคารพ (การผงกหัวนิดหน่อย ๆ เป็นการไม่สุภาพและไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง) กรรมการผู้ชี้ขาด สามารถเรียกให้ผู้แข่งขัน ทั้งสองแสดงความเคารพซึ่งกันและกัน โดยการใช้สัญญาณมือดังที่แสดงในภาคผนวกที่ 2 เมื่อไม่มีการเคารพกัน
     -
ก่อนที่กรรมการผู้ชี้ขาดประกาศเริ่มการแข่งขันใหม่อีกครั้ง กรรมการผู้ชี้ขาดต้องตรวจดูว่าผู้แข่งขันทั้งสองกลับไปประจำตำแหน่งที่เส้นของตนเรียบร้อยหรือไม่, ผู้แข่งขันที่เคลื่อนไหวไปมาจะต้องถูกสั่งให้อยู่นิ่ง ๆ และอยู่ในท่าพร้อมที่จะทำการแข่งขันใหม่ โดยกรรมการผู้ชี้ขาดจะพยายามเริ่มการแข่งขันโดยเร็ว เพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการเสียเวลาในการแข่งขันให้น้อยที่สุด

 

ภาคผนวก
คำจำกัดความ
          
SHOBU HAJIME เริ่มการแข่งขัน หลังจากประกาศแล้ว กรรมการผู้ชี้ขาดก้าวไปด้านหลัง
          
ATOSHI BARAKU มีเวลาเหลือเพียงเล็กน้อย ผู้รักษาเวลาให้สัญญาณ 30 วินาที ก่อนหมดเวลาการแข่งขันและกรรมการผู้ชี้ขาดจะประกาศ “ATOSHI BARAKU”
          
YAME หยุด เมื่อต้องการขัดจังหวะชั่วคราวหรือการสิ้นสุดการแข่งขัน โดยกรรมการผู้ชี้ขาด ประกาศ “YAME” พร้อมฟาดแขนข้างหนึ่ง จากระดับบนลงมา
          
MOTO NO ICHI กลับคืนสู่ตำแหน่งเดิม ผู้แข่งขันทั้งสอง, กรรมการผู้ชี้ขาด, และกรรมการผู้ช่วย กลับเข้าสู่ตำแหน่งประจำของตน
          
TSUZUKETE สู้ต่อไป กรรมการผู้ชี้ขาดสั่งหลังจากที่การแข่งขันมีการหยุดโดยที่กรรมการผู้ชี้ขาดไม่ได้สั่งให้หยุด ให้สู่ต่อไป
          
TSUZUKETE – HAJIME สู้ต่อได้ – เริ่ม กรรมการผู้ชี้ขาดยืนในท่าที่ขาข้างหนึ่งก้าวมาด้านหน้า (ZENKUTSU – DACHI) ขณะที่พูด “TSUZUKETE” จะเหยียดแขนและฝ่ามือออกไปด้านนอกไปยังผู้แข่งขัน และพูดตามด้วย “HAJIME” พร้อมวาดฝ่ามือเข้าหากันอย่างรวดเร็ว พร้อมก้าวถอยหลังในเวลาเดียวกัน
          
SHUGO เรียกกรรมการผู้ช่วย กรรมการผู้ชี้ขาดเรียกกรรมการผู้ช่วย หลังจบการแข่งครั้งนั้นหรือรอบนั้น, หรือเมื่อต้องการการรับรองเพื่อให้ผู้แข่งออกจากการแข่งขัน (SHIKKAKU)
          
HANTEI การตัดสิน หากไม่สามารถตัดสินผลหลังจากต่อเวลาการแข่งขัน (ENCHO-SEN) กรรมการผู้ชี้ขาดเรียกขอคำตัดสินจากกรรมการผู้ช่วยโดยการเป่านกหวีดและกรรมการผู้ช่วยจะยกธงว่า ผู้แข่งขันฝ่ายไหนจะเป็นฝ่ายได้คะแนน พร้อม ๆ กับกรรมการผู้ชี้ขาดให้คะแนนด้วยการยกมือ
          
HIKIWAKE เสมอ ในกรณีมีการตัดสินให้เสมอกัน หลังการประกาศขอคำตัดสิน (HANTEI) กรรมการผู้ชี้ขาดจะเอาแขนไขว้กันบริเวณหน้าอก และวาดแขนเฉียงลงมาออกไปบริเวณข้างลำตัวโดยหงายเอาฝ่ามือออกด้านนอก
          
TORIMASEN ไม่สามารถให้คะแนนได้ คล้าย ๆ กับ HIKIWAKE แต่กรรมการผู้ชี้ขาดจะคว่ำมือลง
          
ENCHO-SEN ต่อเวลาการแข่งขัน กรรมการผู้ชี้ขาดประกาศเริ่มการแข่งขันใหม่อีกครั้งด้วยการสั่งว่า “SHOBU HAJIME”
          
AIUCHI การทำคะแนนได้ในเวลาเดียวกัน ไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนดังกล่าว กรรมการผู้ชี้ขาดจะกำหมัดเข้าหากันบริเวณหน้าอก
          
AKA(AO) NO KACHI ฝ่ายแดง (ฝ่ายน้ำเงิน) ชนะ กรรมการผู้ชี้ขาดวาดแขนเฉียงจากลำตัวไปยังด้านของผู้แข่งขันที่ได้รับชัยชนะ
          
AKA(AO) SANBON ฝ่ายแดง (ฝ่ายน้ำเงิน) ได้ 3 คะแนน กรรมการผู้ชี้ขาดยกแขนข้างที่อยู่ด้านผู้ที่ทำคะแนนได้ โยให้แขนอยู่สูงกว่าระดับไหล่ 45 องศา
          
AKA(AO) NIHON ฝ่ายแดง (ฝ่ายน้ำเงิน) ได้ 2 คะแนน กรรมการผู้ชี้ขาดยกแขนข้างที่อยู่ด้านผู้ที่ทำคะแนนได้ โดยให้แขนอยู่พอดีกับระดับไหล่
          
AKA(AO) IPPON ฝ่ายแดง (ฝ่ายน้ำเงิน) ได้ 1 คะแนน กรรมการผู้ชี้ขาดยกแขนข้างที่อยู่ด้านผู้ทำคะแนนได้โดยให้แขนอยู่ต่ำกว่าระดับไหล่ 45 องศา
          
CHUKOKU การเตือนเนื่องจากการละเมิดประเภท 1 หรือ 2 โดยไม่มีการลงโทษ ละเมิดประเภท 1 กรรมการผู้ชี้ขาดหันไปทางผู้แข่งขันที่ละเมิดกฎและไขว้แขนทั้ง 2 ข้างระดับหน้าอก ส่วนการละเมิดประเภทที่ 2 กรรมการผู้ชี้ขาดใช้นิ้วชี้ (งอแขน) ชี้ไปยังใบหน้าของผู้แข่งขันที่ละเมิดกฎ
          
KEIKIKU การเตือนแล้วตามด้วยบทลงโทษ IPPON (1 คะแนน) กรรมการผู้ชี้ขาดให้สัญลักษณ์ว่าละเมิดกฎประเภท 1 หรือ 2 โดยการใช้นิ้วชี้ชี้ไปยังผู้แข่งที่ละเมิดกฎทำมุมทะแยงประมาณ 45 องศา สูงกว่าระดับไหล่และให้คะแนนฝ่ายตรงข้าม 1 คะแนน
          
HANSOKU-CHUI การเตือนแล้วตามด้วยบทลงโทษ NIHON (2 คะแนน) กรรมการผู้ชี้ขาดให้สัญญาณว่าละเมิดกฎประเภท 1 หรือ 2 โดยการชี้ไปที่ผู้แข่งขันที่ละเมิดกฎ ในแนวที่ขนานกับพื้นและให้คะแนนฝ่ายตรงข้ามคู่ต่อสู้ 2 คะแนน
          
HANSOKU ถูกตัดสิทธิ์การแข่งขัน กรรมการผู้ชี้ขาดให้สัญลักษณ์ว่าละเมิดกฎประเภท 1 หรือ 2 ใช้นิ้วชี้ชี้ไปยังผู้แข่งที่ละเมิดกฎทำมุมทแยงประมาณ 45 องศา สูงกว่าระดับไหล่และประกาศให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ชนะ
          
JOGAI ออกนอกพื้นที่แข่งขัน กรรมการผู้ชี้ขาดใช้นิ้วชี้ชี้ไปยังด้านผู้ออกนอกพื้นที่เพื่อประกาศว่าผู้แข่งขันคนนี้ได้ออกนอกพื้นที่แข่งขัน
          
SHIKKAKU การตัดสิทธิออกจากการแข่งขัน กรรมการผูชี้ขาดใช้นิ้วชี้ชี้ไปที่ผู้ที่ละเมิดกฎทำมุม 45 องศาสูงกว่าระดับไหล่ แล้วชี้เฉียงวาดไปทางด้านหลังของกรรมการผู้ชี้ขาด พร้อมประกาศว่า “AKA(AO) SHIKKAKU” และประกาศให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ชนะ
          
KIKEN ไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งได้ กรรมการผู้ชี้ขาดใช้นิ้วชี้ชี้ไปยังเส้นเริ่มการแข่งขันด้านของผู้แข่งขันที่โดยให้แขนทำมุม 45 องศา
          
MUBOBI การเตือนเนื่องจากไม่ระวังต่อความปลอดภัยในการแข่งทำให้ตัวเองเสี่ยงกับอันตราย กรรมการผู้ชี้ขาดใช้มือแตะใบหน้าตนเองและหันสันมือออกด้านนอก ขยับมือออกและเข้า เพื่อให้กรรมการผู้ช่วย รับทราบว่าผู้แข่งขันคนนั้นไม่ระมัดระวังความปลอดภัยต่อตนเอง

 

ท่าสัญญาณและสัญญาณธงของกรรมการผู้ชี้ขาดและกรรมการผู้ช่วย
     
คำประกาศและท่าสัญญาณของกรรมการผู้ชี้ขาด
“SHOMEN-NI-REI”
     
กรรมการผู้ชี้ขาดยื่นฝ่ามือไปด้านหน้า
“OTAGAT-NI-REI” – เคารพกันและกัน
     
กรรมการผู้ชี้ขาดให้สัญญาณให้ผู้แข่งขันโค้งคำนับให้แก่กัน
“SHOBU HAJIME” – เริ่มการแข่งขัน
     
หลังประกาศกรรมการผู้ชี้ขาดก้าวถอยหลัง
“TSUZUKETE HAJIME” – การต่อสู้พร้อมเริ่ม
     
กรรมการพูด “TSUZUKETE” และยืนก้าวเท้าไปข้างหน้า พร้อมกับยืดแขนออกไปข้างหน้า โดยฝ่ามือหันหน้าเข้าหา ผู้แข่งขันทั้งสองและเมื่อกรรมการพูดต่อไปว่า “HAJIME” ก็จะพลิกมือกลับ พร้อมกับกวาดมือมาตรงกลางพร้อมกับก้าวไปข้างหลัง
“YAME” –หยุด
     
เป็นการขัดจังหวะหรือหยุดการแข่งขันหรือยกนั้นเมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดประกาศเขาก็จะทำท่ามือสับลงตรงกลาง
ความเห็นของกรรมการผู้ชี้ขาด
     
หลังจากเรียก “YAME” และใช้ท่าที่ระบุกรรมการผู้ชี้ขากจะงอแขนข้างที่ผู้แข่งขันที่ได้คะแนนยืนอยู่
การละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภทที่ 1
     
กรรมการผู้ชี้ขาดทำมือไขว้กันตรงข้อมือในระดับอก
การละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภทที่ 2
     
กรรมการผู้ชี้ขาดชี้ไปที่ผู้ที่ละเมิดพฤติกรรมต้องห้าม โดยงอแขนเล็กน้อย
CHUKOKU
     
กรรมการผู้ชี้ขาดเตือนครั้งแรกของการละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภทที่ 1 หรือ 2 แต่ยังไม่ลงโทษ
การสัมผัสกันมากเกินไป
     
กรรมการผู้ชี้ขาดบอกกรรมการผู้ช่วยว่ามีการกระทบกันรุนแรง ไปเป็นการละเมิดพฤติกรราต้องห้ามแบบที่ 1
การแสร้งทำ หรือทำอันตรายเกินกว่าเหตุ
     
กรรมการผู้ชี้ขาดใช้มือทั้งสองข้างแตะหน้าของตนเอง เพื่อบอกละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 2
“IPPON” – 1 คะแนน
     
กรรมการผู้ชี้ขาดทำแขนกางแขนออก 45 องศา ไปด้านข้างลำตัวทางด้านของผู้ที่ได้คะแนน
“NOKACHI” – ชนะ
     
หลังจากสิ้นสุดการแข่งขันหรือรอบการแข่งขัน กรรมการผู้ชี้ขาดกางแขนขึ้น 45 องศา ไปทางด้านของผู้ที่ชนะ พร้อมกับประกาศว่า “AKA (OR AO) NO KACHI”
ยกเลิกการตัดสินครั้งที่แล้ว
     
กรรมการผู้ชี้ขาดหันหน้าไปทางผู้แข่งขัน ประกาศ “AKA” หรือ “AO” พร้อมไขว้แขนแล้วทำท่าตัดมือลงเอาแขนลงข้างลำตัว เพื่อแสดงว่าการตัดสินที่ผ่านมายกเลิกไป
“KEIKOKU”- ปรับ 1 คะแนน
     
กรรมการผู้ชี้ขาดระบุว่าเป็นการละเมิดพฤติกรรมต้องห้าม ประเภทที่ 1 หรือ 2 แล้วชี้นิ้วลง 45 องศาต่ำกว่าระดับไหล่ไปทางผู้ที่ละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามและให้คะแนน IPPON (1 คะแนน) แก่ฝ่ายตรงข้าม
“HANSOKU CHUI” – ปรับ 2 คะแนน
     
กรรมการผู้ชี้ขาดระบุการละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภทที่ 1 หรือ 2 แล้วชี้นิ้วขนานไปทางผู้ละเมิดพฤติกรรมต้องห้าม และให้คะแนน NIBON (2 คะแนน) แก่ฝ่ายตรงข้าม
“HANSOKU” – ปรับแพ้และตัดสิทธิ์การแข่งขัน
     
กรรมการผู้ชี้ขาดระบุกระทำผิดประเภท 1 หรือ 2 แล้วชี้นิ้วขึ้น ทำมุม 45 องศา สูงกว่าระดับไหล่ไปในทางด้านของผู้ที่ละเมิด พฤติกรรมต้องห้ามและประกาศให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ชนะ
“SHIKKAKU” – ตัดสิทธิ์การแข่งและให้ออกจากพื้นที่แข่ง
     
กรรมการผู้ชี้ขาดใช้นิ้วไปที่ผู้ละเมิดกฎทำมุม 45 องศา สูงกว่า ระดับไหล่แล้วชี้เฉียงวาดไปทางด้านหลังของกรรมการผู้ชี้ขาด ประกาศว่า “AKA (AO) SHIKKAKU” แล้วประกาศให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ชนะ “AO (AKA) NO KACHI”
“JOGAI” – ออกนอกพื้นที่การแข่งขัน
     
กรรมการผู้ชี้ขาดชี้นิ้วไปบริเวณเส้นขอบสนามด้านผู้แข่งที่ละเมิดกฎ
“SHUGO” – เรียกกรรมการตัดสินผู้ช่วย
     
กรรมการผู้ชี้ขาดเรียกกรรมการผู้ช่วยหลังจบการแข่งขันหรือรอบนั้นหรือเพื่อขอแนะนำว่าควร SHIKKAKU หรือไม่
“TORIMASEN” – ไม่สามารถให้คะแนนเทคนิคได้
     
กรรมการผู้ชี้ขาดไขว้แขนแล้ววาดแขนเฉียงลงด้านข้างลำตัว หมายถึงเทคนิคในการทำคะแนนไม่สมบูรณ์หรือไม่ตรงตามกฎการให้คะแนน
“HIKIWAKE” – เสมอ
     
ถ้ามีการตัดสินไม่ได้ในช่วงประกาศ “HANTEI” กรรมการผู้ชี้ขาดจะไขว้แขนแล้ววาดแขนเฉียงลงข้างลำตัวโดยหงายมือออกด้านหน้า
“AIUCHI” – ผู้แข่งทั้งสองใช้เทคนิคที่ได้คะแนนในเวลาเดียวกัน
     
ไม่มีใครได้รับคะแนนในครั้งนี้ กรรมการผู้ชี้ขาดจะกำหมัดเข้าหากันบริเวณหน้าอก
เทคนิคถูกกีดขวางหรือผิดเป้าหมาย
     
กรรมการผู้ชี้ขาดวางมือลงบนแขนอีกข้างเพื่อบอกกรรมการผู้ช่วยว่าเทคนิคนี้ถูกกีดขวาง หรือโดนในจุดที่ไม่ได้คะแนน
AKA (AO) ได้คะแนนก่อน
     
กรรมการผู้ชี้ขาดบอกกรรมการผู้ช่วยว่า AKA ทำคะแนนได้ก่อน โดยเปิดมือขวาชี้เข้าหามือซ้าย ถ้า AO ได้คะแนนก่อน จะชี้มือซ้ายเข้าหามือขวา
MUBOBI – ทำให้ตัวเองเสี่ยงกับอันตราย, ขาดการป้องกัน
     
กรรมการผู้ชี้ขาดแตะหน้าแล้วหันสันมือออกด้านหน้าแล้วยืดมือเข้าออกตรงด้านหน้า เพื่อบอกกรรมการผู้ช่วยว่าผู้แข่งขันอาจทำให้ตนเองเสี่ยงกับอันตรายได้
หลีกเลี่ยงการต่อสู้
     
กรรมการผู้ชี้ขาดชี้นิ้วชี้ลงพื้นพร้อมกับหมุนมือเป็นวงกลมเพื่อระบุว่าละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 2
การทำอันตราย และการโจมตีโดยไม่มีการควบคุม
     
กรรมการผู้ชี้ขาดกำหมัดผ่านหลังศีรษะเพื่อระบุว่าละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 2
การโจมรีด้วย ศีรษะ เข่าหรือข้อศอก
     
กรรมการผู้ชี้ขาดเอามือบริเวณอวัยวะที่ใช้โจมตีเพื่อระบุว่า ละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 2
พูดหรือยุแหย่ฝ่ายคู่ต่อสู้ และแสดงกิริยาที่ไม่สุภาพ
     
กรรมการผู้ชี้ขาดวางนิ้วชี้ที่ริมฝีปากเพื่อระบุว่า ละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 2
เทคนิคผิดพลาด
     
กรรมการผู้ชี้ขาดกำมือแนบหน้าลำตัว เพื่อบอกกรรมการผู้ช่วยว่าเทคนิคนี้ผิดพลาด หรือโดนไม่ถูกจุดที่ได้คะแนน
ระยะไม่ถูกต้อง (ห่างเกินไป)
     
กรรมการผู้ชี้ขาดทำมือตั้งฉากฝ่ามือหันเข้าหากันห่างกันประมาณ 30 เซนติเมตร เพื่อบอกกรรมการผู้ช่วยว่า ระยะของเทคนิคนี้ไม่ถูกต้อง
     
ระยะไม่ถูกต้อง (ใกล้เกินไป)
กรรมการผู้ชี้ขาดทำมือไขว้กัน ให้หลังมือหันเข้าหากัน ฝ่ามือชี้ไปทางด้านหน้าเพื่อบอกว่าระยะของเทคนิคนี้ไม่ถูกต้อง
พิจารณาใหม่
     
หลังจากได้บอกเหตุผลกรรมการผู้ชี้ขาดขอให้กรรมการผู้ช่วย พิจารณาความเห็นใหม่
“KIKEN” – การประกาศสละสิทธิ์การแข่ง
     
กรรมการผู้ชี้ขาดชี้นิ้วไปยังเส้นของผู้แข่งขันและประกาศให้ฝ่ายตรงข้ามเป็นผู้ชนะ
ัสัญญาณธงของกรรมการตัดสิน
IPPON
NIHON
SANBON
FOUL –เตือน
     
โดยธงฝ่ายที่ทำผิดกฎจะถูกโบกวนเป็นวงกลมหลังจากนั้นจึงค่อยให้สัญญาณการละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 1 หรือ 2
การละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 1
     
ให้ธงไขว้กันและเหยียดแขนตรง
การละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 2
     
กรรมการผู้ช่วยชี้ธง แขนงอ
JOGAI
     
กรรมการผู้ช่วยยกธงข้างฝ่ายที่ออกนอกบริเวณแล้วแตะบริเวณพื้นสนาม
KEIKIKU
HANSOKU CHUI
HANSOKU
TORIMASEN
AIUCHI
     
ธงจะถูกยกเคลื่อนเข้าหากันบริเวณหน้าอก
MIENAI
ธงจะถูกยกขึ้นด้านหน้า

 

แนวทางการปฏิบัติงานสำหรับกรมการผู้ช่วยและกรรมการผู้ชี้ขาด
ภาคผนวกนี้มีเพื่อช่วยเหลือกรรมการผู้ช่วยและกรรมการผู้ชี้ขาด ในกรณีที่กติกาหรือคำอธิบายเพิ่มเติมไม่ชัดเจน
     
การสัมผัสเกินกว่าเหตุ
เมื่อผู้แข่งขันใช้เทคนิคทำคะแนน แล้วตามด้วยเทคนิคที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ คณะกรรมการจะไม่ให้คะแนนและเตือนหรือปรับโทษละเมิดพฤติกรรมประเภท           1 (แม้ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม)
     
การแกล้งทำว่าถูกสัมผัสเกินกว่าเหตุและเกินความจริง
เมื่อผู้แข่งขันแกล้งทำว่า ได้รับการสัมผัสรุนแรงเกินจริง แล้วคณะกรรมการเห็นว่า เทคนิคการทำคะแนนนั้นควบคุมและเป็นไปตามกฎการทำคะแนน กรรมการจะให้คะแนนแก่ฝ่ายเข้าทำและเตือนหรือปรับโทษละเมิดพฤติกรรมประเภท 2 แก่ฝ่ายเสแสร้ง ในกรณีที่เสแสร้งเกินกว่าเหตุมากเกินไป อาจถูกตัดสิทธิ์ออกจากการแข่งขัน (SHIKKAKU)
     
MUBOI
การเตือนหรือการปรับโทษเมื่อผู้แข่งขันถูกทำให้บาดเจ็บเพราะขาดการป้องกันตนเองเช่น หันหลังให้คู่ต่อสู้ โจมตีในระยะใกล้ ต่อยบริเวณท้องโดยไม่ป้องกันหน้าของตนเอง หยุดต่อสู้ก่อนกรรมการสั่ง YAME ทิ้งการ์ด ตั้งใจกระทำความผิดซ้ำ หรือไม่ป้องกันตนเอง
คำอธิบายเพิ่มเติม
หากผู้แข่งขันไม่สามารถป้องกันตนเองได้ แล้วถูกสัมผัสอย่างรุนแรงหรือได้รับบาดเจ็บ จะถูกเตือนหรือปรับโทษละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 2 โดยที่ฝ่ายตรงข้ามอาจไม่ได้รับโทษ หากผู้แข่งขันถูกเข้าทำเพราะความผิดของตัวเอง และแกล้งบาดเจ็บเกินจริง เพื่อทำให้กรรมการเข้าใจผิด ตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป อาจถูกเตือนหรือปรับโทษ MUBOBI เช่นเดียวกับโทษของการแกล้งบาดเจ็บเกินกว่าเหตุ
หมายเหตุ : การใช้เทคนิคที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ จะไม่ได้คะแนน
     
ZANSHIN
          ZANSHIN
คือสภาวะต่อเนื่องจากการโจมตี โดยที่นักกีฬาต้องรักษาระดับสมาธิ การสังเกตคู่ต่อสู้ และการระวังความเป็นไปได้ของการถูกโจมตีกลับจากคู่ต่อสู้ขณะที่ตนเองเข้าทำการจู่โจม เช่น แม้ผู้แข่งขันบางคนจะถอยออกมาหลังจากโจมตีแล้ว แต่สายตายังจับจ้องคู่ต่อสู้ เพื่อพร้อมที่จะแข่งขันต่อไป คณะกรรมการต้องสามารถแยกได้ว่า ผู้แข่งขันอยู่ในสภาวะใด พร้อมจะสู้หรือตั้งใจเลี่ยง เช่น ทิ้งการ์ด ขาดสมาธิ จนทำให้การต่อสู้หยุดชะงัก
     
การจับการเตะ CHUDAN
          
คณะกรรมการจะให้คะแนนแก่ผู้แข่งขันที่สามารถจับขาฝ่ายตรงข้ามที่เตะ CHUDAN ก่อนที่จะชักกลับ เพราะการเตะที่มี ZANSIN เข้าข่ายกฎการให้คะแนน ส่วนในกรณีการต่อย GYAKU TSUKIS แม้ว่าทั้ง 2 ฝ่ายจะต่อยเข้าเป้าทั้งคู่ แต่ผู้แข่งขันที่ต่อยไวและชัดกว่า จะได้คะแนนดังนั้น ในการต่อสู้จริง คู่ต่อสู้จะไม่สามารถรับการเตะที่มีพลังได้ การตัดสินว่าเทคนิคจะได้คะแนนหรือไม่ พิจารณาจาการควบคุมเทคนิคที่เหมาะสม เป้า และกฎการให้คะแนน
     
การทุ่มและการบาดเจ็บ
          
การจับและทุ่มจะทำได้ต่อเมื่อโค้ชมั่นใจว่า นักกีฬารู้และสามารถใช้เทคนิคได้ถูกต้อง ผู้แข่งขันที่จะใช้เทคนิคการทุ่มต้องทำตามคำอธิบายในข้อ 6 และข้อ 8 หากผู้แข่งขันทุ่มฝ่ายตรงข้ามอย่างถูกวิธี และฝ่ายตรงข้ามล้ามอย่างถูกวิธี แต่ยังบาดเจ็บ แพทย์สนามจะเป็นดูแลอาการบาดเจ็บ ฝ่ายกระทำจะไม่ถูกปรับโทษ อาการบาดเจ็บที่เกิดจากผู้ถูกกระทำเอง เป็นผลมาจากการจับและดึงฝ่ายตรงข้ามมาทับตนเอง แทนที่จะล้มตามเทคนิคที่ถูกต้อง
     
สภาวะอันตรายเกิดขึ้นเมื่อผู้แข่งขันจับขาฝ่ายตรงข้ามทั้ง 2 ข้างแล้วทุ่มโดยเอาหลังของฝ่ายตรงข้ามลง ในหัวข้อที่ 8 คำอธิบายเพิ่มเติมข้อ 10 ระบุว่า “ผู้ทุ่มต้องจับฝ่ายตรงข้ามไว้ตลอดเวลาเพื่อความปลอดภัยในการล้ม” อย่างไรก็ตามการทุ่มในลักษณะนี้ อาจเข้าข่ายละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามได้ เพราะยากที่จะรับประกันความปลอดภัยได้ ทั้งนี้ หากผู้ถูกทุ่มบาดเจ็บ ผู้กระทำจะเข้าข่ายละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท      1 แต่หากผู้ถูกทุ่มไม่บาดเจ็บหรือการทุ่มถูกขัดโดยกรรมการผู้ชี้ขาด ผู้กระทำจะถูกตักเตือนหรือปรับโทษละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท      2 ตามหัวข้อที่ 8 ประเภท 2 ย่อหน้าที่ 6 อย่างไรก็ตาม การทุ่มในลักษณะนี้ไม่ได้ถูกห้าม แต่ผู้ทุ่มจะถูกลงโทษหรือไม่ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบในการตัดสิน
     
THREE MIENAIS
          
หากกรรมการผู้ช่วย 3 ท่านส่งสัญญาณ “MIENAI” หลังจากกรรมการผู้ชี้ขาดสั่งหยุด กรรมการผู้ชี้ขาดจะเป็นผู้ตัดสินว่าจะให้คะแนนหรือปรับโทษ
จากย่อหน้าที่ 3 ของคำอธิบายเพิ่มเติม ในหัวข้อที่ 12 ระบุว่า “เมื่อการแข่งขันหยุดลง คะแนนเสียงส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายชนะ” แต่หากกรรมการผู้ช่วยไม่เห็นการทำคะแนน พวกเขาจะไม่สามารถแสดงความเห็นหรือออกเสียงได้ ดังนั้นกรรมการผู้ชี้ขาดจะเป็นผู้ตัดสิน สถานการณ์แบบนี้จะเกิดขึ้น เมื่อการทำคะแนนเกิดขึ้นใกล้ขอบสนามข้างกรรมการผู้ชี้ขาดในจุดที่กรรมการผู้ช่วยมองไม่เห็น
     
TWO AKA ONE MIENAI
          
หลังจาก YAME กรรมการผู้ช่วย 2 ท่านให้คะแนนแก่ AKA แต่อีกท่านส่งสัญญาณ MIENAI (มองไม่เห็น) กรรมการผู้ชี้ขาดไม่สามารถให้คะแนนแก่ AO ได้
กติการะบุว่า กรรมการผู้ชี้ขาดไม่สามารถขัดความคิดเห็นของกรรมการผู้ช่วย 2 ท่านได้ ถึงแม้ว่า เขาจะเห็นด้วยกับกรรมการผู้ช่วยท่านที่เหลือ เพราะ MIENAI เป็นสัญญาณว่า กรรมการผู้ช่วยไม่เห็นการทำคะแนน จึงไม่ใช่สัญญาณสนับสนุนในทางบวก ดังนั้น กรรมการผู้ชี้ขาดจึงไม่มีเสียงสนับสนุน และต้องขอให้กรรมการผู้ช่วยพิจารณาการตัดสินของพวกเขาว่า เหตุใดจึงมีความเห็นเช่นนี้
     
ทบทวนข้อพิจารณา
กรรมการผู้ชี้ขาดอาจขอให้กรรมการผู้ช่วยทบทวนการตัดสินใหม่อีกครั้ง เมื่อเขาเห็นว่า “กรรมการผู้ช่วยตัดสินผิด หรือละเมิดกติกา” อย่างไรก็ตาม การขอนี้สามารถทำได้เพียงครั้งเดียว ถ้าคำขอของกรรมการผู้ชี้ขาดยังไม่มีเสียงสนับสนุนเสียงส่วนใหญ่จะเป็นฝ่ายชนะ
     
ความชัดเจนของสัญญาณ
          
กรรมการผู้ช่วยควรส่งสัญญาณเดียวใน 1 ครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงความสับสน เช่น หากเทคนิคนั้นไม่สามารถให้คะแนนได้ต้องระบุว่า เหตุใดจึงไม่ได้คะแนน เช่น ไขว้ธงไปมา (TORIMASEN) และส่งสัญญาณ เช่น ถูกบล็อค หรือพลาดเป้า เมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดขอให้ทบทวนคำตัดสินใหม่อีกครั้ง เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดโดยไม่จำเป็นและคำร้องขอให้พิจารณาใหม่อีกครั้ง กรรมการผู้ชี้ช่วยทั้ง 3 ท่าน ต้องแสดงความเห็นทันทีที่กรรมการผู้ชี้ขาดสั่งหยุด และกลับเข้าตำแหน่งเดิม
    

 JOGAI
          
เมื่อผู้แข่งขันออกนอกพื้นที่ (JOGAI) กรรมการผู้ช่วยต้องส่งสัญญาณโดยการชี้ธงลงพื้น ส่วนกรรมการผู้ชี้ขาดต้องสั่งหยุดการแข่งขันและกลับสู่ตำแหน่งเดิม พร้อมประกาศว่า ละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 2
     
ระเบียบการพิจารณาใหม่สำหรับกรรมการ
          
เมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดขอให้กรรมการผู้ช่วยทบทวนคำตัดสินอีกครั้ง กรรมการผู้ช่วยต้องปฏิบัติตามคำขอนั้น อย่างไรก็ตามหากเขาไม่เห็นด้วยกับกรรมการผู้ชี้ขาด จะต้องระบุเหตุผล พร้อมกับยืนยันคำตัดสินเดิม
หากกรรมการผู้ช่วยเห็นว่า กรรมการผู้ชี้ขาดอยู่ในตำแหน่งที่เห็นการกระทำได้ดีกว่า เขาอาจเปลี่ยนความคิดเห็นไปสนับสนุนกรรมการผู้ชี้ขาดแทน
ในกรณีที่กรรมการผู้ช่วยเห็นว่า มีการทำคะแนน 2 เทคนิค แต่เห็นเพียงเทคนิคเดียว และมั่นใจว่า ความคิดเห็นถูกต้องเมื่อกรรมการผู้ชี้ขาดขอความเห็น จะส่งสัญญาณ “MIENAI” แล้วจึงยืนยันความคิดเห็นเดิม
ในกรณีที่กรรมการผู้ช่วยเห็นว่ามีการทำคะแนน 2 เทคนิค แต่เห็นเพียงเทคนิคเดียวที่เข้าเป้า และเชื่อว่า กรรมการผู้ชี้ขาดตัดสินถูก (เนื่องจากกรรมการผู้ช่วยอาจเห็นเพียงท่าทาง แต่ไม่ทราบว่าเข้าเป้าจริงหรือไม่) ดังนั้น กรรมการผู้ช่วยควรส่งสัญญาณ “MIENAI” และไม่ควรให้คะแนนแก่ฝ่ายใด โดยปล่อยให้หน้าที่ตัดสินเป็นของกรรมการผู้ชี้ขาด
     
การระบุการละเมิดกติกา
          
เมื่อผู้แข่งขันละเมิดพฤติกรรมต้องห้ามประเภท 1 กรรมการผู้ช่วยจะหมุนธงสีของฝ่ายผู้กระทำผิด แล้วไขว้ธงยื่นไปทางฝ่ายที่กระทำผิด ยื่นธงสีของผู้กระทำผิดไปข้างหน้า สัญญาณนี้จะช่วยให้กรรมการผู้ชี้ขาดเห็นวา ผู้แข่งขันฝ่ายใดกระทำผิด

  

สัญลักษณ์คะแนน
SANBON
คะแนน 3 คะแนน

NIHON คะแนน 2 คะแนน

IPPON คะแนน 1 คะแนน

KACHI
ผู้ชนะ

MAKE
ผู้แพ้

HIKIWAKE
ผู้เสมอ
C1W - CATEGORY 1 FOUL – WARNING
การเตือนโดยไม่มีการลงโทษ
C1K - CATEGORY 1 FOUL – KEIKOKU
ให้คะแนนฝ่ายตรงข้าม 1 คะแนน
C1HC -CATEGORY 1 FOUL – HANSOKU CHUI
ให้คะแนนฝ่ายตรงข้าม 2 คะแนน
C1H -CATEGORY 1 FOUL – HANSOKU
ถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน
C2W - CATEGORY 2 FOUL – WARNING
การเตือนโดยไม่มีการลงโทษ
C2K - CATEGORY 2 FOUL – KEIKOKU
ให้คะแนนฝ่ายตรงข้าม 1 คะแนน
C2HC - CATEGORY 2 FOUL – HANSOKU CHUI
ให้คะแนนฝ่ายตรงข้าม 2 คะแนน
C2H - CATEGORY 2 FOUL – HANSOKU
ถูกตัดสิทธิ์จากการแข่งขัน
KK - KIKEN
การสละสิทธิ์หรือยอมแพ้
S -SHIKKAKU
ประพฤติผิดกฎอย่างรุนแรง ให้ตัดสิทธิและให้ออกจากพื้นที่การแข่งขัน

 

 

 







Copyright © 2010 All Rights Reserved.